Site icon Thumbsup

Twitter ขอแก้ปัญหาลิขสิทธิ์ข้อความและรูปภาพแบบแฟร์ๆ


ปัญหาลิขสิทธิ์เป็นปัญหาที่หลายบริษัทต่างก็พบเจอมาตลอด ซึ่งแต่ละที่ก็มีวิธีป้องกันต่างกันไป วันนี้ Twitter มีวิธีรับมือกับปัญหาต่างๆ แล้ว

ที่ผ่านมา Google กับ Facebook มีระบบอัตโนมัติ ที่จะบล็อค content ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ แต่ระบบนี้ก็สร้างปัญหาในบางครั้งถ้าการแจ้งเตือนการละเมิดสิทธิ์นั้นผิดพลาด หรือมีการจงใจกลั่นแกล้ง

อย่างเมื่อปีที่แล้ว เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Justin Bieber กับ Lady Gaga บน YouTube ถูกบล็อคอยู่หลายชั่วโมง หลังจากมีการแจ้งละเมิดลิขสิทธิ์ และทราบภายหลังว่าเป็นการแกล้งกัน นอกจากนี้ระบบนี้อาจทำให้ content ที่ถูกต้อง โดนบล็อคหรือลบออกด้วยความผิดพลาด เช่น โฆษณาซูเปอร์โบล์วของ Chrysler หรือ Sound of wind

ก่อนหน้านี้ Twitter แก้ปัญหานี้ด้วยการแสดงข้อความว่า “that page doesn’t exist” เมื่อมีการคลิกบนทวีตที่ถูกลบออกไปแล้ว แต่เพื่อความโปร่งใสในการแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธ์ Twitter จึงร่วมมือกับองค์กรอย่าง Chilling Effects เพื่อความมั่นใจว่าคำร้องที่เข้าข่ายพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ดิจิตอล DMCA (Digital Millennium Copyright Act) หรือคำร้องอื่นๆ ที่ Twitter ได้รับเรื่องมาจะถูกโพสต์และชี้แจงต่อสาธารณชน

หลังจากที่ Twitter ได้รับคำร้อง ก็จะแทนที่ข้อความ, รูปภาพ หรือวิดีโอดังกล่าว ด้วยข้อความว่า “This Tweet from [ชื่อผู้ใช้] has been withheld in response to a report from a copyright holder” และมีลิงค์ที่นำไปยังหน้า help ที่จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์

Twitter จะติดต่อไปยังเจ้าของแอคเคาท์นั้น เพื่อที่จะแจ้งว่าทวีตที่โดนบล็อคนั้นผิดกฏหมายอย่างไรบ้าง โดยจะแสดงให้เห็นคำร้องของ DMCA และเตือนว่าผู้ใช้อาจถูกดำเนินคดีได้หากแชร์เนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือแอบอ้างลิขสิทธิ์ของ content อย่างไม่ถูกต้อง และหากมีการกระทำแบบเดิมอีกก็จะแบนแอคเคาท์นั้นหรือลบแอคเคาท์นั้น ถ้าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง

Twitter บอกว่า”คำร้องขอ” จะต้องเป็นการร้องขอผ่านช่องทางที่ถูกต้องเท่านั้น โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะเพิ่มความโปร่งใสในการแก้ปัญหาลิขสิทธิ์ และเพื่อให้ทุกคนเข้าใจในขั้นตอนของ Twitter มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยหลีกเลี่ยงการกลั่นแกล้งได้ด้วย ที่จริงข่าวแบบนี้ก็สะท้อนแนวคิดในการทำงานของฝรั่งดีเหมือนกันนะครับว่า เขาให้ค่ากับเรื่องลิขสิทธิ์มากทีเดียว แล้วบริการในบ้านเราล่ะ? มีการทำอะไรแนวนี้บ้างหรือเปล่า ถ้าคุณเคยเจอ เอามาแชร์กันบ้างนะครับ

ที่มา: Mashable