OpenAI

ในวงการเทคโนโลยีที่ทุกการขยับตัวคือการสร้างแรงกระเพื่อม ข่าวล่าสุดจาก OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนหินก้อนยักษ์ลงกลางมหาสมุทร เมื่อมีรายงานว่ามูลค่าบริษัทจากการซื้อขายหุ้นรอบล่าสุดได้พุ่งทะยานไปแตะหลัก 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไม่เป็นทางการ ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ OpenAI กลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แซงหน้าเจ้าตลาดเดิมอย่าง ByteDance (บริษัทแม่ของ TikTok) และ SpaceX ของ Elon Musk ไปอย่างราบคาบ แต่ยังส่งสัญญาณที่น่าสนใจและน่าขบคิดมาถึงคนในแวดวงการตลาดและเทคโนโลยีอย่างเรา ๆ ว่า “ยุคทองของ AI ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริง ๆ”

การประเมินมูลค่ามหาศาลครั้งนี้ไม่ได้มาจากการระดมทุนรอบใหม่เพื่อนำเงินเข้าบริษัทโดยตรง แต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า Secondary Stock Sale หรือการที่พนักงานทั้งในปัจจุบันและอดีตของบริษัทได้ขายหุ้นที่ตัวเองถือครองอยู่มูลค่ารวมกว่า 6.6 พันล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มนักลงทุน ซึ่งนี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบแหลมในการ “รักษาคน” (Employee Retention) ในสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดสนามรบหนึ่ง นั่นคือสงครามแย่งชิงบุคลากรด้าน AI

OpenAI

ถอดรหัสดีล 5 แสนล้าน ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือสงครามแย่งชิงคน

ต้องยอมรับว่าในยุคนี้ “คน” คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเหล่าหัวกะทิในสายงานวิศวกรรม AI ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างพร้อมทุ่มไม่อั้นเพื่อดึงตัวมาร่วมทีม การแข่งขันที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) เดินหน้าจ้างงานวิศวกร AI ระดับสูงอย่างดุดันในช่วงที่ผ่านมา การเปิดโอกาสให้พนักงานได้ขายหุ้นในมือและเปลี่ยนมันเป็นเงินสดก้อนโต จึงเป็นเหมือนการมอบ “รางวัล” และสร้างแรงจูงใจชั้นดีให้พวกเขาอยู่กับองค์กรต่อไป ในวันที่คู่แข่งพร้อมจะเสนอค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าบริษัทมหาชน

กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามารับซื้อหุ้นในรอบนี้ก็ไม่ใช่รายย่อย แต่เป็นกองทุนและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Thrive Capital, Dragoneer Investment Group, T. Rowe Price ไปจนถึงยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง SoftBank และกองทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่าง MGX การรวมตัวของนักลงทุนระดับนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อวิสัยทัศน์และศักยภาพในอนาคตของเทคโนโลยี AI ที่ OpenAI กำลังพัฒนาอยู่

ฟองสบู่ AI หรือ คลื่นปฏิวัติลูกใหม่?

แน่นอนว่าเมื่อมีตัวเลขมูลค่าที่สูงลิบลิ่ว แต่บริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้ คำถามคลาสสิกที่ตามมาเสมอคือ “นี่คือสัญญาณของภาวะฟองสบู่ (AI Bubble) หรือไม่?” ความกังวลนี้เกิดขึ้นจากความกลัวว่า หากผลิตภัณฑ์ Generative AI ที่ OpenAI และคู่แข่งกำลังพัฒนาอยู่นั้น ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนที่เทเงินหลายพันล้านดอลลาร์ลงไปได้ ฟองสบู่ลูกนี้ก็อาจจะแตกได้ในไม่ช้า

แต่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI กลับมองเรื่องนี้ในมุมที่ต่างออกไป เขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของความผันผวนในระยะสั้น ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด Altman ยอมรับว่า ตลอดเส้นทางการดำเนินงานที่ผ่านมาและอีกหลายทศวรรษข้างหน้า มันย่อมจะมีทั้งช่วงที่รุ่งโรจน์และซบเซา (Booms and Busts) เป็นเรื่องธรรมดา

“ผู้คนจะลงทุนมากเกินไปแล้วขาดทุน และก็จะลงทุนน้อยเกินไปแล้วเสียรายได้มหาศาลเช่นกัน” Altman กล่าว พร้อมยอมรับว่า “เราเองก็จะมีการจัดสรรเงินทุนที่ดูโง่เขลาบ้าง” และมันจะมีทั้งขาขึ้นและขาลงในระยะสั้น แต่เขาก็ย้ำด้วยความมั่นใจว่า “ในภาพรวมระยะยาวที่เราต้องวางแผน เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะขับเคลื่อนคลื่นลูกใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” ควบคู่ไปกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และ “วิธีใหม่ ๆ ในการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์”

มุมมองของ Altman ชวนให้เรามองไปไกลกว่าแค่ตัวเลขกำไรขาดทุนในวันนี้ แต่ให้มองถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนที่มองการณ์ไกลกำลังเดิมพันอยู่นั่นเอง

ก้าวต่อไปของ OpenAI จากแล็บวิจัยสู่การสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจ

มูลค่าที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้นตามไปด้วย OpenAI เองก็รู้ดีในข้อนี้ เราจึงได้เห็นการขยับตัวทางธุรกิจที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นเพียง “ห้องปฏิบัติการวิจัย” อีกต่อไป แต่กำลังมุ่งสร้าง “ระบบนิเวศทางธุรกิจ” ที่แข็งแกร่ง

ล่าสุด OpenAI เพิ่งเปิดตัวความร่วมมือกับ Etsy และ Shopify เพื่อเชื่อมต่อการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน ChatGPT ซึ่งเป็นการเจาะเข้าสู่โลก E-commerce โดยตรง และน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการ MarTech ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียชื่อ Sora สำหรับการสร้างและแบ่งปันวิดีโอที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นการท้าชนกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok และ YouTube โดยตรง

นอกจากการสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเองแล้ว OpenAI ยังเดินหน้าสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอื่น ๆ เช่น การจับมือกับ Oracle และ SoftBank ในโปรเจกต์สร้างศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ในชื่อ Stargate และการร่วมมือกับ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังถูกมองว่าเป็นการค่อย ๆ ลดการพึ่งพิง Microsoft ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักมาอย่างยาวนาน และเป็นการประกาศอิสรภาพในการกำหนดทิศทางของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น

โครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนและการตรวจสอบจากภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดด OpenAI ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องโครงสร้างองค์กรที่ค่อนข้างซับซ้อน บริษัทลูกที่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์นี้ ในทางเทคนิคแล้วยังคงถูกควบคุมโดยคณะกรรมการขององค์กรแม่ที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit) และทั้งสองส่วนยังคงผูกพันกับภารกิจดั้งเดิมคือ “การสร้างประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ”

โครงสร้างที่ซับซ้อนนี้บวกกับความร่วมมือกับบริษัทใหญ่ ๆ ได้ดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งกำลังจับตามองว่าการดำเนินงานของ OpenAI จะยังคงสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลหรือไม่ ซึ่งนี่จะเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ Sam Altman และทีมผู้บริหารต้องรับมือในอนาคต

Thumbsup มองว่า การที่ OpenAI มีมูลค่าประเมินสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่า “AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือคลื่นปฏิวัติอุตสาหกรรมลูกต่อไป” ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลของนักลงทุนต่อศักยภาพของ Generative AI ในการพลิกโฉมโลกธุรกิจและวิถีชีวิตของผู้คนในอนาคต แม้จะยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะฟองสบู่และความท้าทายด้านกฎระเบียบอยู่ก็ตาม

สำหรับคนทำงานในแวดวงการตลาดและเทคโนโลยีอย่างเรา ข่าวนี้บอกอะไรได้หลายอย่าง ประการแรก สงครามแย่งชิงบุคลากรด้าน AI จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น การรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรจะกลายเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ของทุกบริษัท ประการที่สอง เราจะได้เห็นการผนวก AI เข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะในโลก E-commerce ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการที่เราซื้อขายสินค้าและทำการตลาดไปอย่างสิ้นเชิง และประการสุดท้าย การเติบโตของ OpenAI คือสัญญาณว่าสมรภูมินี้ไม่ได้มีแค่ผู้เล่นหน้าเดิม ๆ อย่าง Google, Meta, หรือ Microsoft อีกต่อไป แต่ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่พร้อมจะขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์เจ้าแห่งเทคโนโลยีได้ทุกเมื่อ นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี และเราทุกคนกำลังอยู่ในแถวหน้าเพื่อเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างใกล้ชิด

อ้างอิง: Japan Today

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: