ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องประชากรศาสตร์เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น “วิกฤตขาดแคลนแรงงาน” ครั้งใหญ่ที่องค์กรทุกระดับต้องเผชิญ ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า จากเดิมที่ทุกๆ 5 ปี เราจะมีคนรุ่นใหม่ตบเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงานกว่า 5 ล้านคน แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้กลับลดลงเหลือเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น
เมื่อ ‘ตัวเลือก’ ในตลาดน้อยลง แต่ ‘ความต้องการ’ ขององค์กรยังคงเข้มข้น สงครามการแย่งชิง Talent (War for Talent) จึงทวีความรุนแรงขึ้น และอาวุธเดิมๆ อย่าง “เงินเดือนสูง” หรือ “สวัสดิการพื้นฐาน” อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
WorkVenture ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนทำงานกว่า 12,000 คน เพื่อค้นหาว่าจริงๆ แล้วคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z คิดอย่างไรกับโลกการทำงาน และผลลัพธ์ที่ได้นั้นเรียกได้ว่า “หักปากกาเซียน” และสั่นสะเทือนวงการ HR ไม่น้อยเลยทีเดียว
ปรากฏการณ์ Salary Shock: เมื่อเงินเดือนร่วงไปอยู่อันดับ 5
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราเชื่อเสมอว่า ‘เงิน’ คือปัจจัยอันดับหนึ่งที่ดึงดูดคนให้เข้าทำงาน แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ผลสำรวจระบุชัดเจนว่า เงินเดือนและสวัสดิการ ไม่ใช่ปัจจัยจูงใจอันดับ 1 หรือ 2 อีกต่อไป
จากการสำรวจพบว่า “เงินเดือน” ร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 5 และ “สวัสดิการ” ตกไปอยู่อันดับที่ 9 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z ไม่ได้มองหาแค่ความมั่นคงทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขามองหา “คุณค่า” และ “ประสบการณ์” จากการทำงานที่มากกว่านั้น พวกเขามองว่าเงินคือพื้นฐาน แต่สิ่งที่จะทำให้เขาเลือก (หรือทิ้ง) องค์กร คือปัจจัยทางความรู้สึกและสภาพแวดล้อม
ออฟฟิศต้อง “Content-Friendly” ถ่ายรูปอวดเพื่อนได้
หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจและดูเหมือนจะเล่นตลกแต่คือเรื่องจริง คือการที่ Gen Z ให้ความสำคัญกับ Workplace หรือสถานที่ทำงาน เป็นอย่างมาก ออฟฟิศในมุมมองของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่ที่นั่งทำงาน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ให้ความภูมิใจ (Pride)
องค์กรที่สามารถสร้างบรรยากาศการทำงานที่สวยงาม ทันสมัย มีมุมพักผ่อนที่ดูดี จนเขาสามารถถ่ายรูปไปโพสต์ลง Social Media เพื่อบอกว่า “ฉันทำงานที่นี่นะ” ได้ กลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดใจ นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นอย่าง Hybrid Working หรือ Work From Home ยังคงเป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่พวกเขาคาดหวังว่าองค์กรต้องมี
งานหนักสู้ตาย แต่ถ้า Toxic เมื่อไหร่… พร้อมกดปุ่มลาออกทันที
ความเข้าใจผิดที่ว่า Gen Z ไม่อดทน อาจต้องถูกทบทวนใหม่ เพราะอินไซต์ระบุว่าพวกเขาสามารถสู้งานหนักได้ (Work Hard) หากงานนั้นมีความหมายและคุ้มค่า แต่สิ่งที่พวกเขา “ไม่ทน” เลยคือ สภาพแวดล้อมที่ Toxic
ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ วัฒนธรรมองค์กรที่กดขี่ หรือเพื่อนร่วมงานที่บั่นทอนพลังงาน หากสิ่งเหล่านี้กระทบต่อ “จุดยืน” หรือ “โจทย์ชีวิต” ของเขา Gen Z พร้อมที่จะเดินออกไปทันทีโดยไม่เสียดาย พวกเขาไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Corporate Loyalty ในแบบคนรุ่นก่อนที่ต้องทนทำงานที่เดิมไปจนเกษียณ แต่พวกเขาจะจงรักภักดีต่อ “เป้าหมายของตัวเอง” มากกว่า
Work-Life Balance: ไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่คือลมหายใจ
“ไม่เอาวิญญาณมาแลกงาน” คือประโยคที่นิยามความเป็น Gen Z ได้ดีที่สุด ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-Life Balance) คือสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ พวกเขาต้องการทำงานที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม แต่ต้องไม่เบียดเบียนเวลาที่เขาจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ การมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างงานและเรื่องส่วนตัวคือสิ่งที่องค์กรต้องเคารพ
ทำรู้จัก “Zillennials” ตัวเชื่อมสำคัญที่องค์กรขาดไม่ได้
ท่ามกลางความแตกต่างระหว่าง Gen Y (รุ่นพี่/หัวหน้า) และ Gen Z (น้องใหม่) ยังมีกลุ่มคนพิเศษที่เรียกว่า “Zillennials” (กลุ่มคนที่เกิดในช่วงรอยต่อระหว่าง Gen Y และ Gen Z หรือ 5 ปีสุดท้ายของ Gen Y)
คนกลุ่มนี้คือ “Blender” หรือตัวเชื่อมที่สำคัญที่สุดในองค์กร เพราะพวกเขามีความเป็นผู้ใหญ่แบบ Gen Y แต่มีความคิดความอ่านที่ทันสมัยและเข้าใจ Gen Z อย่างลึกซึ้ง Zillennials จะทำหน้าที่เป็น “กาวใจ” และ “ล่าม” ที่ช่วยแปลสารจากผู้บริหารรุ่นพี่ไปสู่น้องๆ รุ่นใหม่ ช่วยลดช่องว่างและรอยร้าวที่อาจเกิดขึ้นจากความต่างวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5 ปัจจัยมัดใจคนทำงานยุคใหม่
หากคุณคือองค์กรที่ต้องการปรับตัว นี่คือ 5 อันดับแรกที่ Gen Z มองหา
- Corporate Culture: วัฒนธรรมองค์กรที่อยู่แล้วสบายใจ
- Management: ผู้นำมีความเป็นมืออาชีพ บริหารเก่ง
- Teamwork: สังคมการทำงานร่วมกันที่ดี
- Work-life balance: สมดุลชีวิตที่ลงตัว
- Respect & Empathy: การให้เกียรติและเห็นอกเห็นใจกัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่คือ New Normal ของตลาดแรงงานไทย องค์กรที่ยังยึดติดกับโครงสร้างเดิมๆ ที่เน้นแค่ตัวเลขเงินเดือนอาจจะหาคนทำงานได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำต้องหันมาสร้าง “ความสุข” และ “ความหมาย” ในที่ทำงานอย่างจริงจัง






