ในโลกของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบางและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่นิ่ง หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “หัวใจหลัก” ที่ขับเคลื่อนโรงแรมไทยในปี 2568 คืออะไร? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดถูกเปิดเผยผ่านรายงาน Hotel Booking Trends
SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่ง “แชมป์โลก” ในด้านสัดส่วนการเข้าพักจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างแข็งแกร่ง
ปรากฏการณ์ 77% เมื่อ ‘ต่างชาติ’ คือลมหายใจหลักของโรงแรมไทย
จากข้อมูลที่ SiteMinder รวบรวมจากการจองกว่า 130 ล้านรายการทั่วโลก พบว่ายอดการจองห้องพักในประเทศไทยในปี 2568 มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงถึง 77% ของยอดจองทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การเติบโตธรรมดา แต่เป็นการเพิ่มขึ้น 1.14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ความน่าสนใจอยู่ที่เมื่อเรากางแผนที่โลกเปรียบเทียบ ประเทศไทยทิ้งห่างคู่แข่งและตลาดหลักในภูมิภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด
- ประเทศไทย: 77%
- ฝรั่งเศส: 53%
- สเปน: 59%
- อิตาลี: 67%
- อินโดนีเซีย: 51%
- มาเลเซีย: 49%
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศจะมีความผันผวนตามข้อมูลของ ททท. แต่ในแง่ของ “การเลือกเข้าพักในโรงแรม” นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงให้ความสำคัญและเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มประเทศยุโรปที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำ

เทรนด์ Stay Longer เมื่อนักท่องเที่ยวไม่ได้แค่มา แต่ ‘ตั้งรกราก’ ชั่วคราว
อีกหนึ่ง Insight ที่น่าสนใจคือระยะเวลาการเข้าพัก (Length of Stay) ประเทศไทยครองแชมป์ประเทศที่มีระยะเวลาการเข้าพักยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) โดยสัดส่วนการจองที่มีการเข้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป ขยับจาก 29% ในปี 2567 ขึ้นมาเป็น 35% ในปี 2565
การที่นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการรายได้ (Revenue Management) ของโรงแรม ช่วยให้ค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ภาพรวมขยับตัวเพิ่มขึ้น 3% มาอยู่ที่ 4,984 บาท สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “คุณภาพ” ของการเข้าพักกำลังแซงหน้า “ปริมาณ” และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โรงแรมไทยอยู่รอดได้แม้บรรยากาศการเดินทางในตลาดหลักจะมีความผันผวน
ผ่าโครงสร้างราคาตามฤดูกาล Peak vs Dip
รายงานของ SiteMinder ชี้ให้เห็นว่าเดือนที่สร้างรายได้สูงสุดคือ ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วง Peak Season โดยมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยพุ่งไปถึง 6,169 บาท (+4% YoY) ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญมาจากอีเวนต์ระดับภูมิภาคอย่าง ซีเกมส์ 2025 และเทศกาลระดับโลกอย่าง Wonderfruit ครบรอบ 10 ปี
ในขณะที่เดือน มกราคม คือช่วงที่ราคาพุ่งสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 21% ไปอยู่ที่ 6,101 บาท สอดคล้องกับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงต้องระมัดระวังในช่วงเดือน กันยายน ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปี โดยราคาลดลง 4.26% ลงไปอยู่ที่ 3,911 บาท เนื่องจากการชะลอตัวของตลาดหลัก

สมรภูมิ Booking Channels ใครคือผู้ทรงอิทธิพลในปี 2025?
ในยุค Digital Transformation ช่องทางการจองคือตัวตัดสินแพ้ชนะ 12 อันดับแรกที่สร้างรายได้สูงสุดให้โรงแรมไทยในปี 2568 มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองดังนี้
- Booking.com
- Agoda (ยังคงแข็งแกร่งในฐานะแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในภูมิภาค)
- เว็บไซต์ของโรงแรม (Direct Booking): การที่ช่องทางจองตรงติดอันดับ 3 สะท้อนว่านักท่องเที่ยวเริ่มให้ความสำคัญกับการจองกับโรงแรมโดยตรงเพื่อสิทธิประโยชน์ที่มากกว่า
- Expedia Group
- Trip.com
- Hotelbeds
- Goibibo & MakeMyTrip: ม้ามืดจากอินเดียที่พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 7 สะท้อนถึงการเติบโตของตลาดอินเดียที่เพิ่มขึ้นถึง 16% และกลายเป็นตลาดหลักอันดับ 3 ของไทย
- Tiket.com
- Traveloka
- WebBeds
- TBOHolidays
- DidaTravel: แพลตฟอร์ม B2B รายใหญ่จากจีนที่กลับเข้ามาสู่ Top 12 อีกครั้ง หลังตลาดจีนเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปี
Data-Driven คือทางรอด
คุณสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท SiteMinder ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า แม้ไทยจะเผชิญกับปัจจัยท้าทายภายในและการชะลอตัวของความต้องการเดินทาง แต่ความสามารถในการปรับกลยุทธ์ของโรงแรมไทยนั้นน่าประทับใจมาก
“สิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือ ความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาด (Speed to Market) โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ เพื่อระบุปัจจัยที่กระตุ้นความต้องการ หรือมองหาตลาดต้นทางใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มเติบโต” คุณสุภกฤษฎิ์ ระบุ
ชัยชนะของประเทศไทยในการครองอันดับ 1 ด้านการเช็กอินจากต่างชาติ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่แข็งแรงและการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยี การที่แพลตฟอร์มอย่าง SiteMinder จัดการการจองมากกว่า 130 ล้านครั้งต่อปี และสร้างรายได้มหาศาลให้กับอุตสาหกรรม เป็นเครื่องยืนยันว่าการใช้ Real-time Data ในการตัดสินใจด้านรายได้ ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” เดียวในการแข่งขันบนเวทีระดับโลก
โรงแรมที่สามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางการจองที่หลากหลาย (Multi-channel) และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าพักยาวนานขึ้นได้ คือกลุ่มที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สูงสุดในปีที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้




