เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการทำงานของประเทศญี่ปุ่น ภาพจำแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคือระบบอาวุโส และการจ้างงานตลอดชีพที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน สังคมญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโสทั้งในชีวิตประจำวันและในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม โลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป อาจกำลังทำให้ค่านิยมเหล่านี้ถูกตั้งคำถาม

ผลสำรวจล่าสุดจากประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจและอาจทำให้ชาว HR ต้องหันกลับมามององค์กรของตัวเอง เมื่อพนักงานรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ระบุว่า พวกเขาให้ความเคารพเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่าน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ กว่าครึ่งมองว่าเพื่อนร่วมงานรุ่นเก๋าเหล่านี้ “ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเป็นพิเศษ” ให้กับที่ทำงานเลย

เมื่อความเคารพไม่ได้มาพร้อมกับอายุ

ข้อมูลจากนิตยสาร Spa ของญี่ปุ่น ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของคนวัยทำงานจำนวน 2,000 คนในช่วงอายุระหว่าง 20-49 ปี (ซึ่งนัยยะของการสำรวจนี้ คำว่า “เพื่อนร่วมงานที่มีอายุมาก” น่าจะหมายถึงกลุ่มคนวัย 50 ปีขึ้นไป) เกี่ยวกับทัศนคติที่พวกเขามีต่อพนักงานรุ่นพี่หรือรุ่นลุงในออฟฟิศ

ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าสวนทางกับค่านิยมดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง เมื่อถูกถามว่า “คุณให้ความเคารพเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่าในบริษัทกี่เปอร์เซ็นต์?” คำตอบที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของระบบอาวุโส ดังนี้

  • น้อยกว่า 10%: ตอบโดย 26.8% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
  • ระหว่าง 10 – 30%: ตอบโดย 27.9% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
  • ระหว่าง 30 – 50%: ตอบโดย 22.1% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
  • ระหว่าง 50 – 70%: ตอบโดย 16% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
  • ระหว่าง 70 – 90%: ตอบโดย 5% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
  • มากกว่า 90%: ตอบโดยเพียง 2.2% ของผู้ตอบแบบสอบถาม

จากตัวเลขข้างต้น หากเรานำกลุ่มคนที่ให้ความเคารพเพื่อนร่วมงานอาวุโสน้อยกว่า 30% มารวมกัน จะพบว่าเป็นสัดส่วนที่เกินกว่าครึ่ง (54.7%) ในขณะที่มีเพียง 23.2% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาเคารพเพื่อนร่วมงานรุ่นเก่าเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่ในบริษัท

คำถามแทงใจ “พวกเขาให้อะไรกับองค์กรบ้าง?”

เมื่อแบบสำรวจเจาะลึกลงไปอีกด้วยคำถามที่ว่า “เพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่า สร้างผลกระทบเชิงบวก หรือมีส่วนช่วยอะไรในบริษัทบ้าง?” ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะหาข้อดีเหล่านั้น และนี่คือคำตอบที่สะท้อนภาพความเป็นจริงในออฟฟิศ

  • ไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเป็นพิเศษเลย: 55.6%
  • มีทักษะและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงาน: 19.9%
  • ให้คำแนะนำและสั่งงานได้อย่างชัดเจน: 14.2%
  • มีความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤต: 11.4%
  • มีความเป็นผู้นำสูง: 10.6%
  • ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เมื่อถูกร้องขอ: 10%
  • สร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานเกิดความเชื่อมั่น: 6.3%
  • พวกเขาไม่คุกคามทางเพศหรือใช้อำนาจในทางที่ผิด (Sexual/Power Harassment): 6.3%

จุดที่น่าสนใจและแอบตลกร้ายอยู่ในที คือข้อสุดท้ายที่มีคนตอบ 6.3% การที่พนักงานรุ่นใหม่รู้สึกว่า “การไม่ถูกคุกคามทางอำนาจหรือทางเพศ” ถือเป็นข้อดีและเป็นเหตุผลที่ทำให้เคารพเพื่อนร่วมงานรุ่นใหญ่ได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานของความเคารพที่ถูกตั้งไว้ต่ำมาก แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามก็ยังมองว่า การทำงานกับคนที่ไม่คุกคามผู้อื่น ก็ยังดีกว่าต้องทนทำงานกับคนที่เป็น Toxic ในองค์กร

ความเอนเอียงของสื่อ หรือ ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นิตยสาร Spa ซึ่งเป็นผู้จัดทำแบบสำรวจนี้ มักจะมีรูปแบบการนำเสนอข่าวที่ค่อนข้างหวือหวาและมักเจาะลึกเรื่องราวอื้อฉาวหรือการซุบซิบในสังคม ดังนั้น ฐานผู้อ่านประจำของนิตยสารอาจมีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ลบ หรือมีความอ่อนไหวต่อประเด็นความขัดแย้งทางสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูรุนแรงกว่าภาพรวมของสังคมญี่ปุ่นทั้งประเทศ

แต่ถึงกระนั้น เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนนั้นมากพอที่จะสะท้อนถึง “รอยร้าว” ในระบบโครงสร้างการทำงาน เป็นสัญญาณเตือนว่าแม้ในสังคมที่เชิดชูความอาวุโสอย่างญี่ปุ่น “ความเคารพ” ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาฟรีๆ เพียงเพราะอายุที่มากขึ้นหรืออายุงานที่ยาวนานกว่าอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่ต้อง “สร้างและพิสูจน์” ด้วยความสามารถและทัศนคติ

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น องค์กรและ HR ในไทยสามารถถอดบทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานได้ดังนี้:

  1. ยุติระบบอาวุโสที่ไร้ผลงาน : องค์กรควรประเมินพนักงานที่ผลงานมากกว่าอายุงานการมีพนักงานรุ่นเก่าที่รับเงินเดือนสูงแต่ไม่ได้สร้าง Value ให้กับองค์กร จะบั่นทอนกำลังใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องทำงานหนักกว่า
  2. ส่งเสริม Reverse Mentoring: การเรียนรู้ไม่ควรจำกัดทิศทางจากบนลงล่าง องค์กรควรสร้างวัฒนธรรมที่คนรุ่นใหม่สามารถสอนทักษะใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยี, เทรนด์ดิจิทัล ให้กับคนรุ่นเก่า ในขณะที่คนรุ่นเก่าก็คอยให้คำปรึกษาด้านการรับมือกับวิกฤตและศิลปะการเจรจา
  3. ยกระดับมาตรฐานพฤติกรรมในองค์กร: การ “ไม่คุกคามผู้อื่น” ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ข้อดี” แต่มันคือ “มาตรฐานขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนต้องมี HR ต้องมีมาตรการจัดการกับ Power Harassment อย่างเด็ดขาด เพื่อสร้าง Psychological Safety ในที่ทำงาน

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงาน Gen Z ที่เพิ่งจบใหม่ หรือชาว Baby Boomer รุ่นเก๋า กุญแจสำคัญที่จะทำให้คนต่างวัยทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่ใช่การบังคับให้ใครต้องเคารพใครตามธรรมเนียม แต่คือการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง เปิดใจรับฟัง และปรับตัวให้เข้ากับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันต่างหาก

 

ที่มา : SoraNews

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: