หลายครั้งในชีวิตการทำงาน เรามักเกิดคำถามที่ชวนให้หงุดหงิดใจว่า “ทำไมคนที่ได้รับการโปรโมทถึงเป็นคนอื่น ทั้งที่เราทำงานละเอียด มีวินัย และทุ่มเทไม่แพ้กัน?”

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลายคนมักกลับมาโทษตัวเองและพยายามค้นหา “ความผิดพลาด” ในเนื้องาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คุณทำงานพลาด ทว่าคุณกลับทำทุกอย่าง “ถูกและเป๊ะจนเกินไป” จนกลายเป็นความคุ้นชินขององค์กร

ในโลกธุรกิจมีคำกล่าวที่ว่า “What got you here won’t get you there” หรือ สิ่งที่พาคุณมาถึงจุดนี้ อาจไม่สามารถพาคุณไปสู่จุดต่อไปได้ นิสัยและวิธีการทำงานเดิมๆ ที่เคยสร้างความสำเร็จในฐานะพนักงานระดับปฏิบัติการ ล้วนมี “วันหมดอายุ” หากคุณยังคงยึดติดกับกรอบความสำเร็จเดิมมากเกินไป องค์กรจะมองว่าคุณคือ “ฟันเฟืองที่สมบูรณ์แบบสำหรับตำแหน่งเดิม” มากกว่าที่จะเป็น “ฟันเฟืองชิ้นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรในระดับที่สูงขึ้น”

การจะก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำจึงไม่ได้แปลว่าคุณต้องทำงานหนักขึ้นในรูปแบบเดิม แต่คือการ “เปลี่ยนวิธีคิด” และกล้าที่จะขยับตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซนของการเป็นผู้ลงมือทำ นี่คือ 5 นิสัยยอดฮิตที่มักฉุดรั้งคนเก่งไม่ให้เติบโต พร้อมแนวทางปรับตัวเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไป

การสแตนด์บายตอบแชทตลอดเวลา

ปัญหา: เรามักถูกสอนว่าความรวดเร็วคือความใส่ใจ การตอบอีเมลหรือข้อความแชทในทันที มักทำให้เรารู้สึก (และคิดไปเอง) ว่าเราดูเป็นคนมีประสิทธิภาพสูงพร้อมทำงานตลอดเวลา

มุมมองของผู้บริหาร: ในเชิงจิตวิทยาการบริหารและการทำงาน การที่คุณตอบสนองต่อทุกสิ่งในทันที กลับสื่อสารโดยนัยว่า “คุณไม่มีขอบเขต “ และที่สำคัญคือ “คุณไม่มีงานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญกว่าให้โฟกัส” ธรรมชาติของมนุษย์มักไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ให้เรียกใช้ได้ตลอดเวลา ผู้นำระดับสูงมักมองหาคนที่รู้จักบริหารเวลา ไม่ใช่คนที่ให้เวลากับทุกเรื่องจนงานหลักเสีย

วิธีแก้ไข :

  • เลิกทำตัวเป็นศูนย์กลางความฉุกเฉิน: ลองฝึกเว้นระยะห่างอย่างมีศิลปะ เช่น เดินออกจากแชทกลุ่มเมื่อหมดเวลาประชุม หรือตั้งสถานะให้ชัดเจนว่าคุณกำลังโฟกัสกับงาน
  • สร้างความเคารพในเวลาของตัวเอง: กำหนดช่วงเวลาเช็กอีเมลหรือข้อความวันละ 3-4 ครั้ง การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณทำงานชิ้นใหญ่เสร็จ แต่ยังทำให้ทีมเห็นว่าคุณมีวินัยในการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งเป็นคุณสมบัติแรกของผู้นำ

การเขียนอีเมลยาวเหยียดเพื่ออุดทุกรอยรั่ว

ปัญหา: คนทำงานที่กลัวความผิดพลาด มักใช้การเขียนอีเมลหรือรายงานที่ยาวเหยียด แนบข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่ ก-ฮ เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองและแสดงให้เห็นว่า “ฉันคิดมาหมดแล้ว”

มุมมองของผู้บริหาร: นี่คือฝันร้ายของคนเป็นหัวหน้า ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่ทุกคนวิ่งแข่งกับเวลา ผู้บริหารระดับสูงไม่ได้ต้องการอ่านเรียงความ หรือตัวอักษรพิมพ์เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลดิบ พวกเขาต้องการแค่ว่า “ผลลัพธ์คืออะไร” และ “ขั้นตอนต่อไป ต้องทำอย่างไร” การส่งข้อมูลขยะไปให้ผู้บริหารตีความเอง สะท้อนถึงการขาดทักษะในการสังเคราะห์ข้อมูล

วิธีแก้ไข :

  • ใช้หลักการ BLUF : เอาใจความสำคัญ ผลลัพธ์ หรือสิ่งที่ต้องการให้ตัดสินใจ ขึ้นต้นประโยคแรกเสมอ
  • เล่าให้น้อยแต่ทรงพลัง : สกัดประเด็นสำคัญเพียงหนึ่งหรือสองประเด็นที่อยากให้คนอ่านจำได้ หากมีข้อมูลสนับสนุนที่จำเป็นจริงๆ ให้นำไปใส่ในส่วนแนบท้ายแทน เปลี่ยนจากการสื่อสารเพื่อป้องกันตัวเอง เป็นการสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

เป็นที่รักของทุกคน แต่เป็นผู้นำของใครไม่ได้

ปัญหา: การปฏิเสธไม่เป็นการรับปากช่วยทุกคน หรือการไม่กล้าตั้งคำถามโต้แย้งกับคู่ค้าและเพื่อนร่วมงาน เพราะอยากรักษาบรรยากาศการทำงานให้สงบสุขและอยากเป็น “คนดี” ของออฟฟิศ

มุมมองของผู้บริหาร: แม้คุณจะเป็นที่รัก แต่คุณจะถูกมองข้ามเมื่อถึงเวลาโปรโมท! การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทุกรูปแบบทำให้คุณสูญเสียจุดยืน ธุรกิจจะเติบโตได้ต้องอาศัย ความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์ หากคุณยอมโอนอ่อนตามใจผู้อื่นจนองค์กรหรือทีมเสียผลประโยชน์ ในระยะยาวผู้บริหารจะมองว่าคุณเป็นแค่ “คนทำงานง่าย” แต่ไม่ใช่ “ผู้นำที่น่านับถือ” ที่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องทีมได้

วิธีแก้ไข :

  • ฝึกทักษะ Radical Candor: กล้าที่จะขัดแย้ง กล้าตั้งคำถาม และกล้าให้ฟีดแบ็กตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของความใส่ใจและผลประโยชน์ของเป้าหมายร่วมกัน
  • Say No อย่างมีศิลปะ: การปฏิเสธไม่ได้แปลว่าก้าวร้าว แต่คือการปกป้องทรัพยากร (เวลา/งบประมาณ) ของบริษัท เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธงานที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหลัก พร้อมเสนอทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า

ทำงานเป๊ะจนเป็น “เครื่องจักร” 

ปัญหา: คุณส่งงานตรงเวลาเสมอ ไร้ที่ติ พึ่งพาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เคยมีข้อบกพร่อง

มุมมองของผู้บริหาร: นี่คือ “กับดักความสมบูรณ์แบบ” ที่อันตรายที่สุด เมื่อคุณทำหน้าที่ปัจจุบันได้ดีเกินไปอย่างไร้ที่ติ องค์กรจะมองคุณเป็น “เครื่องจักรมนุษย์ชั้นดี” ที่ไม่อาจหาใครมาแทนได้ และเมื่อคุณหาคนแทนไม่ได้… คุณก็จะไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ความเพอร์เฟกต์นี้ตรึงคุณไว้ในฐานะ คนลงมือทำจำเอาไว้เสมอว่า คนลงมือทำมักถูก “ใช้งาน” ในขณะที่ นักคิด คือคนที่จะได้ “สร้างโอกาสและเลื่อนตำแหน่ง”

วิธีแก้ไข :

  • กระจายงานให้เป็น : เลิกกอดงานไว้กับตัวเพียงเพราะคิดว่า “ฉันทำเองเร็วกว่าและดีกว่า” ผู้นำที่แท้จริงคือคนที่สามารถสร้างทีมให้เก่งขึ้นมาทำงานแทนตัวเองได้
  • แบ่งเวลาสำหรับงานกลยุทธ์: จัดสรรเวลาอย่างน้อย 20% ของสัปดาห์ เพื่อคิดแผนงานล่วงหน้า มองหาโอกาสใหม่ๆ หรือกระบวนการลดต้นทุนให้องค์กร ให้ผู้บริหารเห็นว่าวิสัยทัศน์ของคุณกว้างกว่าแค่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณเอง

ยึดติดแผนและสคริปต์จนขาดความยืดหยุ่น

ปัญหา: การเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนเข้าประชุม หรือการวางแผนล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยม แต่หลายคนเมื่อทำแผนมาอย่างหนัก มักจะ “ยึดติด” กับแผนนั้นราวกับคัมภีร์ หากมีตัวแปรเปลี่ยนไปเพียงนิดเดียวก็จะเสียอาการ

มุมมองของผู้บริหาร: โลกธุรกิจปัจจุบันคือโลกแห่งความผันผวน (VUCA World) ทันทีที่การประชุมหักมุม สถานการณ์ตลาดเปลี่ยน หรือลูกค้าเปลี่ยนใจกะทันหัน คนที่ติดแผนเดิมมักตื่นตระหนกและเสียจังหวะ องค์กรไม่ต้องการผู้นำที่เก่งแค่ตอนคลื่นลมสงบ แต่ต้องการคนที่สามารถนำทางได้เมื่อพายุเข้า ความแข็งทื่อ (Rigidity) คือศัตรูตัวฉกาจของความอยู่รอด

วิธีแก้ไข :

  • เตรียมความพร้อมแบบมี Perspective: เตรียมแผน A, B และ C ไว้เสมอ แต่อย่าตีกรอบตัวเองจนขยับไม่ได้
  • Agility is Key: เปิดพื้นที่ให้ความยืดหยุ่นทางความคิด หัดอ่านบรรยากาศห้องประชุมรับฟังความเห็นใหม่ๆ และกล้าที่จะทิ้งแผนเดิมที่เตรียมมานับเดือนเพื่อแก้ปัญหาตามความจริงที่อยู่ตรงหน้าอย่างมั่นใจและมีสติ

ถึงเวลาเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้าของคุณ

นิสัยและวิธีการทำงานที่เคยพาคุณมาถึงจุดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่มันอาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการเติบโตในระดับที่สูงขึ้น เปรียบเสมือน “เสื้อผ้าที่เริ่มคับเมื่อร่างกายของคุณขยายขึ้น”

การก้าวสู่บทบาทผู้นำ ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาทำงานหนักขึ้นในรูปแบบเดิม แต่คือการ “ยกระดับมุมมอง” กล้าที่จะสลัดคราบจากการเป็นผู้ลงมือทำ ไปสู่ผู้วางทิศทาง กล้าที่จะถอยออกมาจากงานรายวันที่คุณทำมันได้ดีเยี่ยม เพื่อไปโฟกัสกับสิ่งที่สร้างผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์

ถึงเวลาเลิกเป็น “พนักงานดีเด่นที่เหนื่อยล้า” และก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำที่ขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างแท้จริง” แล้วหรือยัง?

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: