หากพูดถึงสมรภูมิธุรกิจค้าส่ง ในเมืองไทย สิ่งแรกที่มักจะวิ่งเข้ามาในหัวของคนทำธุรกิจร้านอาหารและโฮเรก้า (HoReCa) คงหนีไม่พ้นคำว่า “ราคาถูกที่สุด” หรือ “การตัดราคา” เพราะในยุคที่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าครองชีพผันผวนอย่างรุนแรง ราคาแทบจะเป็นตัวตัดสินหลักในการเลือกซัพพลายเออร์เข้าร้าน
แต่คำถามที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดและคนทำธุรกิจในยุคนี้คือ “ถ้าทุกคนแข่งกันลดราคา จนกำไรบางเฉียบ แล้วแบรนด์จะสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนได้อย่างไร?”
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ GO WHOLESALE กำลังพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า ตลาดค้าส่งยุคใหม่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย ‘ป้ายแดงลดราคา’ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญกำลังย้ายไปอยู่ที่การสร้าง “ประสบการณ์ร่วม” หรือ Experiential Marketing ที่ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่า การเดินเลือกซื้อวัตถุดิบไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นโอกาสในการค้นหาไอเดียและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

หมดยุค Price War เมื่อประสบการณ์มีค่ามากกว่า ‘ตัวเลขส่วนลด’
ในมุมของผู้ประกอบการร้านอาหาร สิ่งที่พวกเขาต้องการปลดล็อกไม่ใช่แค่การหาหมู หาไก่ หรือหาผักราคาถูกที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว วัตถุดิบที่ไร้คุณภาพ หรือแบรนด์ที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของร้านอาหารในระยะยาว พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่ม B2B (Business-to-Business) ในปัจจุบัน จึงขยับขยายไปสู่การมองหาความเชื่อมั่น มาตรฐาน และพื้นที่ที่พวกเขาสามารถมาปฏิสัมพันธ์ (Interact) เพื่อประเมินคุณภาพได้ด้วยตาตัวเอง
การใช้แนวคิด Experiential Marketing มาเป็นสะพานเชื่อม สลัดภาพความน่าเบื่อของโกดังค้าส่งแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น “Sensory Experience” หรือการตลาดที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) มาดึงดูดใจผู้ซื้อ
ตัวอย่างของการเปลี่ยนสโตร์รังสิต ให้เป็นสนามเล่นของคนทำธุรกิจ
จากกิจกรรมที่เพิ่งผ่านพ้นไป ณ โก โฮลเซลล์ สาขารังสิต (เมื่อวันที่ 8 – 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา) ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจในการผสานความสนุกเชิง Edutainment และกิจกรรมสร้างสรรค์ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยสาระสำคัญที่แบรนด์พยายามส่งมอบให้กับผู้ประกอบการย่านกรุงเทพฯ เหนือ ปทุมธานี และรังสิต ประกอบด้วย 4 แกนหลัก
1. มอบไอเดียผ่าน Mini Cooking Show
หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของคนทำร้านอาหารคือ “การคิดเมนูใหม่ๆ” หรือ “การเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้วัตถุดิบเดิม” GO WHOLESALE จึงจับมือกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ ขนเชฟระดับมืออาชีพมาสลับสับเปลี่ยนปรุงอาหารให้ดูกันแบบสดๆ นอกจากจะได้ทดลองชิมรสชาติจริงแล้ว ผู้ประกอบการยังได้ ‘สูตรและไอเดีย’ กลับไปต่อยอดธุรกิจของตัวเอง ซึ่งนี่คือคุณค่าที่ป้ายลดราคาบนชั้นวางสินค้าให้ไม่ได้

2. Gamification: เปลี่ยนการช้อปปิ้งให้สนุกด้วย ‘ตู้คีบอัตโนมัติ’
การแจกคูปองส่วนลดแบบเดิมๆ อาจจะดูธรรมดาเกินไปในยุคนี้ แคมเปญนี้จึงนำระบบ Gamification เข้ามาใช้ ผ่านกิจกรรมตู้คีบที่ให้ลูกค้าได้ลุ้นรับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มด้วยตัวเอง เช่น คีบปุ๊บ ลุ้นรับส่วนลดทันที 15 บาท เมื่อช้อปสินค้าแบรนด์คุณภาพอย่าง เอ ช้อยส์, ซูเปอร์เซฟ และโปรเซฟ ครบ 200 บาท หรือส่วนลดไอศกรีมมิงโก้ และเครื่องดื่มจาก GOfé กลยุทธ์นี้ช่วยเปลี่ยน Mood & Tone ของการเดินสโตร์ค้าส่งให้มีความเป็น ‘ไลฟ์สไตล์’ และสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้กับแบรนด์มากขึ้น
3. Real-time Marketing & Pop Culture Connection
นอกจากกลุ่มลูกค้า B2B ขาประจำแล้ว แคมเปญนี้ยังฉลาดที่จะดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และแฟนคลับให้เข้ามามีส่วนร่วมในสโตร์ ด้วยการดึง 2 นักแสดงนำสุดฮอตจากซีรีย์ “อรุณรุ่ง” อย่าง ‘อิน และ องศา’ มาร่วมทำกิจกรรมแต่งหน้าบราวนี่สดๆ กลางห้าง กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศห้างให้คึกคักและเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลาม แต่ยังเป็นการขยายฐานการรับรู้ (Brand Awareness) ไปสู่กลุ่มคนรักการทำอาหารรุ่นใหม่ได้อย่างแนบเนียน
4. สร้างความหมายที่มากกว่าการซื้อขาย ด้วยแคมเปญ “ตักกุ้งช่วยเกษตรกร”
Brand Purpose หรือเป้าหมายของแบรนด์เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญ GO WHOLESALE จึงได้คลอดกิจกรรม “ตักกุ้ง ช่วยอุดหนุนเกษตรกร” ออกมา เงื่อนไขง่ายๆ เพียงช้อปครบ 2,000 บาท รับสิทธิ์ตักกุ้งฟรีภายใน 30 วินาที กิจกรรมนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะฝั่งลูกค้าได้วัตถุดิบความสดฟรีกลับบ้าน ส่วนฝั่งแบรนด์ก็ได้ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนแท้ผู้ประกอบการ” และเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม ด้วยการเข้าไปซับน้ำตาช่วยพยุงผลผลิตของเกษตรกรไทยที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าล้นตลาดอยู่ในขณะนั้น

จังหวะเวลาที่ใช่: ตุนของรับมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
หากมองในแง่ของไทม์มิ่งการตลาด การจัดงานในช่วงกลางปีเช่นนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจท่องเที่ยว/จัดเลี้ยง กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะสะพัดขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส”
การจัดงาน GO FRESHTIVAL และกิจกรรม Flash Sale ลดราคาพิเศษระหว่างวัน จึงตอบโจทย์แบบถูกที่ ถูกเวลา ช่วยให้ร้านค้าสามารถมาตุนวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมในราคาประหยัดต้นทุนไปกักตุนไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในช่วงที่ตลาดกลับมาคึกคัก

Customer Loyalty คือเป้าหมายสูงสุด
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ GO WHOLESALE กำลังทำผ่านแคมเปญ GO FRESHTIVAL ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดอีเวนต์เพื่อความสนุกสนานชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของ Strategic Move ครั้งสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบอาหารในเมืองไทย
เมื่อสินค้าเหมือนกัน ราคาใกล้เคียงกัน “ประสบการณ์และความรู้สึก” จะกลายเป็นตัวแยกแบรนด์ที่ ‘อยู่รอด’ ออกจากแบรนด์ที่ ‘ถูกลืม’ การทำให้ลูกค้าได้มาสัมผัส ชิมรสชาติ ร่วมสนุก และเห็นความจริงใจของแบรนด์ในการช่วยเหลือสังคม จะช่วยเปลี่ยนสถานะของ GO WHOLESALE จากเพียงแค่ “ซัพพลายเออร์ส่งของ” ให้กลายเป็น “พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ขาดไม่ได้” ในระยะยาวอย่างแท้จริง
สำหรับใครที่พลาดกิจกรรมรอบรังสิตไป ไม่ต้องเสียใจ! เพราะ GO WHOLESALE เตรียมยกขบวนความสดใหม่ไปบุกต่อที่ สาขาพัทยา ระหว่างวันที่ 5 – 9 สิงหาคม 2569 ส่วนใครที่อยากตุนของยาวๆ แคมเปญ HoReCa GO More ยิ่งซื้อเยอะยิ่งคุ้ม ลดสูงสุดกว่า 50% ยังคงจัดต่อเนื่องให้ช้อปกันยาวๆ ถึงวันที่ 18 สิงหาคมนี้ แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและสมัครสมาชิกฟรี เพื่อไม่ให้พลาดทุกดีลเด็ดประจำสัปดาห์ครับ



