หากช่วงนี้คุณรู้สึกว่าโลโก้ตัวอักษรของ Instagram ดูเปลี่ยนไป คุณไม่ได้คิดไปเอง ล่าสุดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ได้อัปเดตดีไซน์ Wordmark ใหม่เงียบๆ หลังจากใช้เวอร์ชันเดิมมานานถึง 10 ปี โดย Adam Mosseri หัวหน้าทีม Instagram เผยว่า โลโก้เก่าเริ่มให้ความรู้สึกที่ “ล้าสมัย” ดีไซน์ใหม่นี้จึงถูกออกแบบมาให้ “เฉียบคมและทันสมัยมากขึ้น”

แต่สิ่งที่กำลังเป็นไวรัลและถูกแซวกันสนั่นโซเชียลคือ ดีไซน์ใหม่มีการดึงเส้นโค้งแบบตัวเขียนกลับมาใช้ ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนแซวว่า ตัวอักษร “r” หน้าตาเหมือนตัว “z” จนทำให้อ่านได้ว่า “Instagzam” ประกอบกับคนรุ่นใหม่ที่แทบไม่ได้เรียนการเขียนแบบตัวเขียนแล้ว ทำให้บางคนมองไม่ออกว่ารูปทรงที่เหมือน “ใบเรือ” นั่นคือตัว “s”

การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของฟอนต์ แต่สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การออกแบบที่น่าสนใจของแบรนด์ระดับโลก สำหรับใครที่อยากเจาะลึกเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ และย้อนรอยกลยุทธ์การ Rebranding ที่เคยสั่นสะเทือนวงการของ Instagram เรามาถอดรหัสกันต่อแบบเจาะลึกได้เลย

เบื้องหลัง Wordmark ใหม่ สู่ความเฉียบคมที่ทันสมัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกของโซเชียลมีเดีย Instagram คือหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลที่สุด ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้งานและในฐานะผู้กำหนดเทรนด์ การตัดสินใจเปลี่ยน Wordmark หลังจากผ่านไป 1 ทศวรรษ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะคงความสดใหม่ของแบรนด์เอาไว้

แม้จะเผชิญกับเสียงแซวเรื่องความสับสนทางสายตา จากคำว่า “Instagzam” แต่ความจริงที่นักการตลาดต้องยอมรับคือ ชื่อ “Instagram” เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่จดจำในระดับสากลไปแล้ว ต่อให้จะมีการใส่ลูกเล่นทางศิลปะลงไปมากแค่ไหน หรือคนรุ่นใหม่จะไม่คุ้นเคยกับฟอนต์ตัวเขียน คนส่วนใหญ่ก็ยังคงรู้ได้ทันทีว่าแพลตฟอร์มนี้คืออะไร นี่คือข้อได้เปรียบของการมี Brand Awareness ที่แข็งแกร่งจนอยู่เหนือข้อจำกัดทางดีไซน์

จากกล้องหนังสีน้ำตาล สู่ความมินิมอลแบบ Black-and-White

การจะเข้าใจปรัชญาการออกแบบของ Instagram ได้อย่างถ่องแท้ เราต้องย้อนกลับไปดูการอัปเดตดีไซน์ครั้งใหญ่ที่สุดในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทตัดสินใจทิ้งโลโก้รูปกล้องถ่ายรูปสีน้ำตาลสุดคลาสสิก พร้อมแถบสีรุ้ง เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลโก้แบบไล่สี สีชมพู ม่วง ส้ม และเหลือง ซึ่งกลายมาเป็นไอคอนที่เราคุ้นตากันจนถึงทุกวันนี้

นอกจากไอคอนแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การรีดีไซน์ UI ครั้งมโหฬาร โดย Instagram ได้ตัดสินใจนำ “สีสัน” ออกจากหน้าตาของแอปพลิเคชัน และเปลี่ยนมาใช้ดีไซน์แบบขาว-ดำแทน

ออกแบบให้ “คอนเทนต์” เป็นตัวชูโรง

Ian Spalter หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Instagram ในขณะนั้น ได้อธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงว่า “เมื่อ Instagram ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 5 ปีที่แล้ว (นับจนถึงปี 2016) มันเป็นเพียงพื้นที่สำหรับให้คุณแก้ไขและแชร์รูปภาพได้ง่ายๆ แต่ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนไป… Instagram ได้กลายเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางความสนใจ เป็นที่ที่ผู้คนแชร์รูปภาพและวิดีโอมากกว่าที่เคย ใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่าง Boomerang และ Layout และเชื่อมต่อกันในรูปแบบใหม่ผ่าน Explore”

การเปลี่ยนอินเทอร์เฟซแอปมาเป็นสไตล์ขาว-ดำ มีจุดประสงค์หลักที่เฉียบคมมากในมุมมองของ UX/UI นั่นคือ การลดการแย่งความสนใจ ดีไซน์แบบขาว-ดำจะทำหน้าที่เป็นเพียงผืนผ้าใบที่ปล่อยให้สีสันที่แท้จริงของแอปเปล่งประกายออกมาจาก “คอนเทนต์” ที่คอมมูนิตี้เป็นคนแชร์

  • ฟังก์ชันการใช้งานยังคงเดิม: แม้หน้าตาจะดูมินิมอลขึ้น แต่ Workflow และตำแหน่งของปุ่มต่างๆ ยังคงอยู่ที่เดิม ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกถูกกระชากความคุ้นเคยมากเกินไป
  • ใช้สีเพื่อการแจ้งเตือน: แอปจะยังคงใช้ “Pop of color” หรือสีสันสดใสเฉพาะในจุดที่ต้องการดึงดูดสายตา เช่น แถบการแจ้งเตือน
  • ยกระดับประสบการณ์หลังบ้าน: มีการปรับให้ Instagram หันมาใช้ส่วนประกอบและฟอนต์ที่เป็นมาตรฐานสากลของทั้ง iOS และ Android มากขึ้น

ก้าวข้ามแรงต้านทานสู่การเป็นผู้นำเทรนด์

การเปลี่ยนแปลงโลโก้ของ Instagram ในอดีต สร้างความรู้สึกที่น่าตื่นตะลึงไม่แพ้กับตอนที่ Apple เปิดตัวระบบปฏิบัติการ iOS 7 ที่เปลี่ยนดีไซน์แบบมีมิติมาเป็นแบบ Flat Design ซึ่งในตอนนั้นก็เกิดกระแสต่อต้านจากผู้ใช้งานที่ปรับตัวไม่ทันเช่นกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับโฉม iOS ในครั้งนั้น กลับกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้ฐานผู้ใช้งานของ Instagram เรียกร้องให้แพลตฟอร์มของตนอัปเดตหน้าตาตามไปด้วย เนื่องจากโลโก้กล้องสีน้ำตาลแบบเก่าเริ่มดูแปลกแยกบนหน้าจอสมาร์ทโฟนยุคใหม่ การตัดสินใจเปลี่ยนดีไซน์แบบยกแผง รวมถึงแอปในเครืออย่าง Layout และ Boomerang จึงเป็นการสร้าง Ecosystem ทางการออกแบบที่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลต้องมาก่อนอารมณ์ความรู้สึก

การที่ Meta ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับ Wordmark ในปัจจุบัน ทำให้เราต้องจับตากันต่อไปว่าจะมีดีไซน์อื่นๆ ถูกปรับเปลี่ยนตามมาอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากวิวัฒนาการของ Instagram คือ “การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” ย้อนกลับไปในการรีดีไซน์ครั้งใหญ่ ทีมงานใช้เวลาออกแบบและทดสอบไอคอนมากกว่า 300 แบบ ก่อนจะได้ผู้เข้ารอบสุดท้าย และทดสอบ UI ภายในบริษัทนานนับเดือนก่อนจะปล่อยให้ผู้ใช้งานจริงได้สัมผัส

แบรนด์ที่มีผู้ใช้งานระดับหลายร้อยล้านคนทั่วโลก จะไม่มีทางปล่อยอัปเดตที่มีความเสี่ยง หากพวกเขาไม่มั่นใจจาก Data ที่มีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อ User Engagement

Wordmark ใหม่ของ Instagram อาจจะทำให้บางคนอ่านว่า “Instagzam” ไปบ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มันคือภาพสะท้อนของแบรนด์ที่ไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะวิวัฒนาการตัวเองให้อยู่เหนือกาลเวลาของหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

 

ที่มา :

thread

Instagram

TechCrunch 

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: