การขยายพอร์ตโฟลิโอเพื่อหาโอกาสใหม่ ถือเป็นความท้าทายของธุรกิจที่เติบโตมาจากฐาน B2B ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ บริษัท ทีเอซีซีพลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือ ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ได้สะท้อนภาพการปรับตัวครั้งสำคัญ ด้วยการเดินหน้าเจาะตลาดผู้บริโภคโดยตรง (B2C) ในกลุ่ม Health & Wellness ผ่านการผลักดันแบรนด์ EIGHT PLUS น้ำด่างธรรมชาติ เข้าสู่สมรภูมิน้ำดื่มพรีเมียมอีกครั้ง
ปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ของ TACC พึ่งพากลุ่ม B2B สูงถึง 90% ขณะที่กลุ่ม B2C ยังอยู่ในระดับเลขตัวเดียว การเติบโตแบบออร์แกนิกที่ระดับ 10% แม้จะมีความมั่นคงแต่นับว่าช้าเกินไปสำหรับการขยายสเกลธุรกิจในยุคปัจจุบัน บริษัทจึงตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อปรับสัดส่วนรายได้จาก B2C ให้ขยับขึ้นไปแตะ 30% โดยเลือกใช้กลยุทธ์ Joint Venture (JV) เพื่อสร้าง Speed Growth
การร่วมทุนในแบรนด์ EIGHT PLUS เป็นการตกลงสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง TACC 80% และคุณวรจรรย์ เที่ยงธรรม (คุณปอ) 20% ซึ่งคุณวรจรรย์คือผู้ก่อตั้งแบรนด์ เป็นเจ้าของแหล่งน้ำ และยังเป็นนักชิมน้ำ (Water Sommelier) คนแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจาก Water Sommelier Union ประเทศเยอรมนี การจับมือครั้งนี้คือการอุดช่องโหว่ทางธุรกิจอย่างตรงจุด โดยผสานจุดแข็งด้านทรัพยากรการผลิตเข้ากับความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย (Channel Distribution) ของ TACC

โอกาสในตลาด 6.5 หมื่นล้าน และบทเรียนจาก 8 ปีก่อน
ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Beverages) ในช่วงปี 2026-2028 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ารวมสูงถึง 369,425 ล้านบาท โดยกลุ่มน้ำดื่มบรรจุขวดครองสัดส่วนสูงสุดอันดับ 1 ที่ 59.6% หรือคิดเป็นมูลค่า 65,000 ล้านบาท เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่ากลุ่มน้ำดื่มพรีเมียม เช่น น้ำแร่และน้ำด่าง มีอัตราการเติบโต 3.1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการเติบโตของตลาดน้ำดื่มทั่วไป (1.9%) และสูงกว่าตลาดรวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายให้กับน้ำดื่มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพ
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อน แบรนด์ EIGHT PLUS เคยเข้าสู่ตลาดมาแล้ว แต่เผชิญกับกำแพงความท้าทายสองประการหลัก คือ
1. ตลาดยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจประโยชน์ของ “น้ำด่าง” ทำให้การสื่อสารการตลาดไปต่อได้ยาก
2. แบรนด์มีความถนัดด้านการผลิต แต่ขาดความเชี่ยวชาญด้านช่องทางจัดจำหน่าย ทำให้ยอดขายในขณะนั้นหยุดอยู่ที่ระดับสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่คุ้มค่าต่อการสเกลธุรกิจ
การกลับมาเปิดตัวอีกครั้งในจังหวะเวลานี้ ผู้บริหารมองว่าเป็น Timing ที่เหมาะสม ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำด่างมากขึ้น ประกอบกับการมี TACC เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดด้านช่องทางการขาย โดยปูพรมจัดจำหน่ายผ่านร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ รวมถึงซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำ ร้านอาหาร เครือโรงแรมระดับไฮเอนด์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ (Facebook, LINE OA, Lazada)
สร้างความต่างด้วย Natural Born Alkaline
ในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน EIGHT PLUS เลือก Position ตัวเองให้แตกต่างด้วยแนวคิด “Natural Born Alkaline” หรือ น้ำด่าง 100% จากธรรมชาติ เพื่อสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างน้ำด่างที่ผ่านกระบวนการปรับค่า pH ด้วยเทคโนโลยี (Ionized Water) กับน้ำด่างที่มาจากแหล่งกำเนิดธรรมชาติ
แหล่งน้ำของ EIGHT PLUS อยู่ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งผ่านการกรองตามชั้นหินใต้ดินมานานกว่า 500 ปี ทำให้มีค่า pH 8-9 ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมแร่ธาตุที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากภายใน บริษัทไม่ได้เน้นการเคลมสรรพคุณทางสุขภาพที่เกินจริง แต่มุ่งสื่อสารในมุมของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ภายใต้คอนเซปต์ “Renew at The Core” หรือ “อยู่กับจังหวะที่เป็นคุณ” โดยนำเสนอผ่าน แบรนด์แอมบาสเดอร์ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ซึ่งเป็นผู้บริโภคจริงมานานกว่า 5 ปี เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์การดูแลตัวเองที่เริ่มต้นได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

ไม่ลงสมรภูมิราคา มุ่งเป้าพันล้านบาท และสยายปีกสู่ต่างประเทศ
สำหรับทิศทางในอนาคต TACC วางงบประมาณการตลาดไว้ที่ 8% โดยในช่วงแรกจะเน้นสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ EIGHT PLUS เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภค (Educate the market) โดยจะไม่ใช้วิธีลงไปแข่งขันหั่นราคาในตลาดน้ำดื่มทั่วไปเด็ดขาด แม้สภาพเศรษฐกิจจะผันผวน แต่บริษัทมั่นใจว่ากลุ่มเป้าหมายระดับพรีเมียมยังมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง โดยเปิดตัวด้วยราคา 20 บาท สำหรับขวด PET ขนาด 500 มิลลิลิตร
TACC ตั้งเป้าหมายกวาดรายได้จาก EIGHT PLUS ที่ 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากการทำตลาดในประเทศแล้ว บริษัทยังเตรียมแผนขยายการส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็มีการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภัยธรรมชาติและน้ำท่วมที่อาจกระทบต่อแหล่งน้ำ เพื่อให้ซัพพลายเชนสามารถเดินหน้าได้อย่างไร้รอยต่อ
การขยับตัวของ TACC ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อแสวงหา Speed Growth ที่แท้จริง เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการจับคู่ระหว่าง “สุดยอดแหล่งผลิต” กับ “สุดยอดช่องทางจัดจำหน่าย” จะสามารถเขย่าตลาดน้ำดื่มพรีเมียม 6.5 หมื่นล้านบาท ได้ตามเป้าที่วางไว้หรือไม่



