![]()
หลายแบรนด์นิยมจ้าง PR Agency มาช่วยทำประชาสัมพันธ์ แต่ก็พบว่าไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้เท่าที่ควร เราจึงอยากชวนให้มาทำความเข้าใจในการทำงาน PR Agency เพื่อทำให้ทั้งแบรนด์และ PR สามารถร่วมเดินสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้อย่างมีความสุข และคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงไปด้วยกัน
เข้าใจวัตถุประสงค์ก่อน
ก่อนที่แบรนด์จะตัดสินใจใช้ PR Agency ต้องทราบก่อนว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่แบรนด์ต้องการตอนนี้คืออะไร หากการให้คนรู้จักในวงกว้าง หรือดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้า เพื่อเพิ่มยอดขาย การจ้าง PR Agency คงไม่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของแบรนด์ตอนนี้
เพราะการจ้าง PR Agency นั้นจะมาช่วยสนับสนุนแบรนด์ให้เกิดความน่าเชื่อถือให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน พาร์ทเนอร์ หรือผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยการนำเสนอผลความสำเร็จทางการบริหารงานและการตลาดมาสื่อสารออกไปยังสื่อต่างๆ ให้เกิดการรับรู้ถึงความสำเร็จในวงกว้าง
ดังนั้น ถ้าโจทย์ในใจคือการดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายซื้อสินค้า เพื่อเพิ่มยอดขาย สิ่งที่ทำควรเน้นการทำการตลาดมากกว่า และสามารถวัดผลเรื่องของ KPI ได้ ซึ่งต่างจากการทำประชาสัมพันธ์ ที่สามารถวัดผลได้แค่ PR Value เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถมาคำนวณ Return Investment หรือ Return Objective ได้
แต่เนื่องจากบางแบรนด์ที่ไม่มี PR In-house แต่มีเพียงฝ่าย Marketing Communication (Mar-com) ซึ่งมุมมองในการสื่อสารออกไปนั้น มักเน้นเป็นการขาย และทำการสื่อสารด้วยรูปแบบโฆษณาตรงๆ
ดังนั้น เมื่อ PR Agency มาพบกับ Marcom ในเชื่องแรกจึงมักมีความไม่เข้าใจกันระหว่างความต่างของการทำ PR และการทำการตลาดที่วัดยอดได้ชัดเจน
![]()
PR AGENCY ทำงานอย่างไร
บางแบรนด์ถึงแม้จะมี PR In-house เป็นของตัวเอง ก็ยังเลือกที่จะจ้าง PR Agency เข้ามาช่วยเหลืองานด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งสาเหตุอาจมาจากแบรนด์นั้นมีประชาสัมพันธ์จำนวนไม่เพียงพอที่จะดูแลภาพลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการของแบรนด์ได้ครอบคลุม
ดังนั้น บทบาทของ PR In-house จะกลายมาเป็นผู้กำหนด และวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารของแบรนด์ และนำแผนทั้งหมดมามอบหมายให้กับทาง PR Agency ในการวางแผนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้สอดรับแผนกลยุทธ์ที่แบรนด์วางไว้
แต่ถ้าแบรนด์ไหนไม่มี PR In-house หรือมีเฉพาะฝ่าย Marketing Communication (Marcom) นั้น PR AGENCY ก็จะต้องเริ่มต้นคิดตั้งแต่วางกลยุทธ์ทางการประชาสัมพันธ์เลย โดยการไปฟังบรีฟจาก Marcom แล้วนำมาปรับเป็นแผนกลยุทธ์ให้กลายเป็น PR Activity และสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้เพื่อให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ของแบรนด์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนแรก
คอนเทนต์ที่เกิดจาก PR สังเกตได้ว่าจะไม่ใช่คำโฆษณาเชิญชวนและชี้นำในการซื้อสินค้าจนเกินไป แต่ต้องเป็นคอนเทนต์ที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ตามวัตถุประสงค์ที่วางกลยุทธ์นำเสนอต่อสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ส่งต่อข้อมูลเผยแพร่ออกไปสู่ผู้บริโภค นำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายโดย PR Content ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เพราะต้องการให้ที่บุคคลที่ 3 จะพูดถึงแบรนด์ในแบบไม่ได้จ้าง โดยมีต้นตอมาจากการทำประชาสัมพันธ์ และบอกเล่าให้สื่อเขียนเล่าถึงแบรนด์ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง
กลุ่มเป้าหมายของ PR ก็คือ ‘สื่อ’
งานพีอาร์ไม่ใช่การทำโฆษณาเพื่อขาย แต่คือการ ‘สร้างภาพลักษณ์’ ซึ่งงาน PR ที่แท้จริงจะไม่ใช่การซื้อสื่อ แต่ก็เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายของ PR ก็คือ ‘สื่อ’ ที่แตกต่างจากเป้าหมายของนักการตลาดที่เป็น ‘ผู้บริโภค’
![]()
PR ควบคุมสื่อไม่ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์
แบรนด์ที่จ้าง PR Agency จะต้องเข้าใจว่า PR ไม่สามารถควบคุมสื่อได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์สมบูรณ์แบบ เพราะไม่ใช่การทำการตลาดที่นำเอาเม็ดเงินไปซื้อสื่อโดยตรงเสียทีเดียว เเต่เป็นการนำเอาก้อน ‘คอนเทนต์คุณภาพ’ ไปขาย
แต่แบรนด์ที่ไม่เข้าใจในการทำงานกับ PR ยังมีความต้องการให้ PR นำเสนอคอนเทนต์ในเชิงเน้นขายสินค้าและเป็นการนำเสนอในมุมเดียวเช่นเดียวกับข้อความโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับนักการตลาด
ดังนั้นแบรนด์จึงต้องคุยกับตัวเองว่าราต้องการเน้นอะไรกันแน่ ถ้าอยากได้ยอดขายก็อาจนำเม็ดเงินไปจ้าง AD Agency (เอเจนซี่โฆษณา) เพื่อทำโฆษณาก็ได้
แต่ถ้ารู้สึกว่าฝ่ายการตลาดสามารถสร้างยอดขายได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักแบรนด์อย่างแท้จริง หรือยากสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ Stakeholder ในอนาคต เพราะบางเเบรนด์อยู่ในขั้นตอนที่กำลังมองหา Partner ทางธุรกิจเพิ่มเติม
ออกข่าวไปไม่ได้หมายความว่ายอดขายต้องขึ้นทันที
อีกจุดหนึ่งที่พบบ่อยคือหลายแบรนด์ชอบคิดว่า เมื่อได้ออกข่าวไปแล้วยอดขายจะต้องขึ้นอย่างแน่นอน แต่จริงๆ แล้ว PR เป็นการให้ความรู้ ข้อมูล เกี่ยวกับแบรนด์ ในรูปแบบที่ไม่ได้ตั้งใจขายผลิตภัณฑ์โดยตรงมากนัก
เพราะจะเน้นไปที่การการสร้างการรับรู้แล้วเกิดสิ่งใหม่ๆ มากกว่า ถ้าเปรียบเทียบกันงานของ PR ก็เป็น ‘คนจุดพลุ’ ส่วนการปิดการขายเป็นหน้าที่ของการตลาด ที่ต้องไปวางแผนการตลาดว่าคนเห็นผ่านสื่อเเล้วต้องมีแคมเปญทางการตลาดใดตามมาบ้าง
แบรนด์ใหม่ๆ อาจไม่ต้องใช้ PR เยอะ
แบรนด์ที่กำลังเริ่มเข้ามาในตลาดนั้นควรทำแคมเปญทางการตลาดก่อน เพื่อการสร้างยอดขายโดยเฉพาะเหล่า Startup แต่เมื่อมีเงินทุน เเละหา User มาได้จำนวนหนึ่งแล้ว ก็อาจใช้งาน PR Agency เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูเชื่อถือในสายตาของ VC มากขึ้น เพื่อให้เห็นภาพว่าธุรกิจของเรานั้นเป็นสิ่งที่น่าลงทุน
ซึ่ง Startup หรือแบรนด์ขนาดเล็กๆ ไปจนถึงแบรนด์กลาง อาจไม่จำเป็นต้องใช้ PR ดูแลตลอดทั้งปี เช่น จัดงานแถลงข่าว Group interview ที่เน้นให้มีการ Recall ต่อเนื่องซึ่งเหมือนกับแบรนด์ใหญ่ๆ ซึ่งมีบริการที่ต่อเนื่องเพื่อวางแผนควบคู่ไปกับการทำการตลาด
โดยมีทั้งการลงสื่อแบบซื้อ และไม่ได้ซื้อ เนื่องจากแบรนด์มักอยากให้ Message ที่สื่อสารนั้นออกไปในทางเดียวกันตลอดทั้งปี และรู้สึกว่าไม่ได้ Hard Sell มากจนเกินไป
![]()
ต้องเข้าใจ Influencer ให้ดี
อีกความท้าทายของ PR ในการทำงานคือลูกค้าบางเจ้ายังมองว่า Influencer เหมือน Mass Media ที่สามารถขอลงในพื้นที่สื่อฟรีๆ ดี แต่จริงๆ Influencer นั้นมี Rate Card ในการทำงานอยู่
แต่ถ้าพีอาร์เจ้าไหนที่มีความเก่ง หรือสายสัมพันธ์ที่ดีก็อาจจะได้พื้นที่สื่อจาก Influencer หากคอนเทนต์ดีจริงๆ และตรงรสนิยมของ Influencer ซึ่งก็ขึ้นกับ PR ว่าจะมีความเข้าใจมากแค่ไหน
เช่น PR เจ้า A สืบทราบมาว่า Influencer คนนี้ชอบผลิตภัณฑ์ B มากๆ ก็อาจส่งข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์ในทำการทลองใช้ พอข้อมูลมันโดนใจเข้าก็หยิบมาเขียนลงพื้นที่ของพวกเขาในแบบที่ไม่ต้องซื้อสื่อก็เป็นได้
เรียกได้ว่างาน PR เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแบรนด์ แต่สุดท้ายแล้วแบรนด์ต้องเข้าใจว่า PR นั้นไม่ได้ทำได้ทุกอย่าง และเข้าใจลักษณะงานของ PR ด้วย นอกเหนือจากนั้นที่หลีกเลี่ยงยากคือเส้นบางๆ ระหว่างPR และการตลาดที่ค่อยๆ เลือนลางลงไป จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของ PR ยุคปัจจุบันเช่นกันที่อาจต้องปรับตัวเองให้มีความเป็น PR Marketing มากยิ่งขึ้น