คนแก่

ในยุคที่เรามักจะพูดถึงแต่เรื่อง AI, Web3 หรือการแย่งชิงตัว Gen Z เข้ามาทำงาน จนบางครั้งเราอาจเผลอลืมไปว่า มี ขุมทรัพย์ ชิ้นใหญ่ที่สะสมทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความภักดีต่อองค์กรมาอย่างยาวนาน นั่นคือกลุ่มพนักงานรุ่นใหญ่ หรือ Aging Workforce ที่กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจโลกในไม่ช้า

ข้อมูลจาก Business Insider เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจว่า ภายในปี 2040 คาดว่าชาวอเมริกันกว่า 22% จะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียง 18% สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างประชากร แต่มันคือ โจทย์ใหญ่ ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Google, Microsoft, Walmart และ Disney กำลังเร่งถอดรหัสเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันเอาไว้

คนแก่

ภาพจาก Pakutaso

Walmart ที่มอง “ประสบการณ์” คือหัวใจของการบริการ

Walmart ในฐานะนายจ้างเอกชนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มองพนักงานอายุเยอะเป็นภาระ แต่กลับมองเป็น โอกาส ปัจจุบัน Walmart มีพนักงานอายุเกิน 60 ปีมากกว่า 200,000 คน (ประมาณ 13.3% ของพนักงานทั้งหมด) และมีพนักงานที่ทำงานมานานกว่า 10 ปีถึง 300,000 คน

เคสที่น่าสนใจคือ Thomas Magnuson วัย 83 ปี ที่เปลี่ยนจากพนักงานขับรถขนส่งมาทำหน้าที่ Asset Protection คอยตรวจสอบระบบไฟและดูแลการรับรองพนักงานที่ใช้เครื่องมือพิเศษ ซึ่ง Walmart เลือกที่จะ Redesign ตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความถนัดของคนวัยนี้ เพื่อรักษาความรู้ความสามารถให้อยู่กับแบรนด์ต่อไป

บริษัทเทคฯ ที่ให้สวัสดิการที่มากกว่าแค่ประกันสุขภาพ

ฝั่งบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Google และ Microsoft ก็ไม่ได้น้อยหน้า พวกเขาไม่ได้มองแค่เรื่องการรักษาพยาบาลทั่วไป แต่ขยับไปสู่การทำ Wraparound Care หรือการดูแลแบบครบวงจร

  • Google: เปิดโปรแกรม Financial Coaching เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณ และยังมีระบบสนับสนุนการดูแลผู้สูงวัยที่บ้าน รวมถึงสวัสดิการหาความเห็นที่สองทางการแพทย์ (Medical Second Opinion) แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งตอบโจทย์ Pain Point ของพนักงานรุ่นใหญ่ที่มีความกังวลเรื่องสุขภาพซับซ้อน
  • Microsoft: เน้นไปที่การให้ เวลา ผ่าน Paid Time Off สำหรับการดูแลคนในครอบครัวที่ป่วยหนัก และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม Healthy Aging เพื่อให้พนักงานยังคง Productivity ได้แม้จะอายุมากขึ้น

กุญแจสำคัญที่ Starbucks และ Disney เลือกใช้คือความยืดหยุ่น

Starbucks ลงทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์ในกลยุทธ์ Back to Starbucks เพื่อปรับปรุงหน้างานและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน โดยเฉพาะการมอบความยืดหยุ่นในตารางงาน ซึ่งผลสำรวจพบว่าพนักงานกว่า 85% ได้รับรอบการทำงานตามที่ต้องการ สิ่งนี้ช่วยดึงดูดกลุ่มรีไทร์ที่อยากกลับมาทำงานพาร์ทไทม์เพื่อแก้เหงาหรือหารายได้เสริมแต่ไม่อยากทำงานหนักเกินไป

ส่วน Disney ใช้กลยุทธ์ Emotional Connection ผ่านรางวัล Walt Disney Legacy Award เพื่อยกย่องพนักงานที่ทำงานมานานกว่า 50 ปี การสร้างวัฒนธรรมที่ให้เกียรติความเก๋าช่วยให้พนักงานรุ่นใหญ่รู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่ยังมีลมหายใจ

อคติที่มองไม่เห็นคืออุปสรรคสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเคสความสำเร็จมากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า Unconscious Bias หรืออคติที่มีต่อคนอายุเยอะ เช่น มองว่าเรียนรู้เทคโนโลยีช้า หรือป่วยบ่อย ยังคงเป็นกำแพงใหญ่ ซึ่งในสหรัฐฯ กำลังมีความพยายามผลักดันกฎหมายอย่าง Protect Older Job Applicants Act เพื่อห้ามการคัดกรองผู้สมัครงานจากอายุ และสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการจ้างงาน

หากหันกลับมามองบริบทของไทย เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ดังนั้นการที่แบรนด์หรือองค์กรไทยจะอยู่รอดในครึ่งปีหลังของปี 2568 เป็นต้นไป การเข้าใจในพนักงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน การใช้กลยุทธ์แบบ Connection before Conversion หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจจึงสำคัญ

Thumbsup มองว่า การรับมือกับสังคมสูงวัยของบริษัทข้ามชาติสะท้อนว่า คนทำงานรุ่นใหญ่ คือทรัพยากรที่มีค่า ทั้งในแง่ของประสบการณ์และการเป็น Mentor ให้กับรุ่นน้อง กลยุทธ์ที่ใช้มีตั้งแต่การออกแบบงานใหม่, การเพิ่มสวัสดิการด้านสุขภาพเชิงรุก, ความยืดหยุ่นในการทำงาน ไปจนถึงการใช้กฎหมายคุ้มครองความเท่าเทียมทางอายุ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ HR แต่เป็นเรื่องของ Business Continuity องค์กรไหนที่สามารถผสมผสานพลังของคนหลายเจนเนอเรชั่นเข้าด้วยกันได้ โดยไม่ปล่อยให้ความรู้ไหลออกไปพร้อมกับการเกษียณ องค์กรนั้นจะได้เปรียบอย่างมหาศาลในยุคที่ตลาดแรงงานขาดแคลน และที่สำคัญ พนักงานรุ่นใหญ่เหล่านี้แหละคือ Brand Ambassador ที่ทรงพลังที่สุด เพราะพวกเขาเข้าใจจิตวิญญาณของแบรนด์ดีกว่าใคร

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: