ในยุคที่อากาศบริสุทธิ์กลายเป็นสินค้าล้ำค่า และไม่ใช่ของฟรีอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่กลับมาหลอกหลอนเราทุกปี รวมถึงบทเรียนจากโรคระบาด ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เครื่องฟอกอากาศ จึงไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น ปัจจัยที่ 5 ของครัวเรือนและสำนักงาน
วันนี้ Thumbsup จะพามาเจาะลึกรายงานล่าสุดจาก Grand View Research ถึงทิศทางตลาดเครื่องฟอกอากาศโลกในอีกทศวรรษข้างหน้า ข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ แต่คือลายแทงสำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการที่ต้องการคว้าโอกาสในสมรภูมิที่กำลังเดือดปุด ๆ นี้
การเติบโตที่ไม่มีวันหยุดของเครื่องฟอกอากาศ
ตัวเลขที่น่าตกใจและน่าสนใจในเวลาเดียวกันคือ มูลค่าตลาดเครื่องฟอกอากาศทั่วโลกในปี 2024 นั้นอยู่ที่ประมาณ 16,935.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.31 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานไปแตะระดับ 30,078.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6.6% ตลอดระยะเวลาคาดการณ์
แรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของระดับมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ผนวกกับความตระหนักรู้เรื่องคุณภาพอากาศภายในอาคารที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น, การขยายตัวของความเป็นเมือง และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ความต้องการสินค้ากลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
HEPA ยังครองแชมป์ แต่ Smart Tech คืออนาคต
ในมุมมองของเทคโนโลยี ไส้กรองแบบ HEPA (High Efficiency Particulate Air) ยังคงเป็นพระเอกของวงการ โดยครองส่วนแบ่งรายได้ตลาดโลกสูงสุดที่ 41.7% ในปี 2024 เพราะประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคขนาดเล็ก, ฝุ่น, เกสรดอกไม้ และสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งตอบโจทย์ Pain Point หลักของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
แต่สิ่งที่นักการตลาดต้องจับตามองคือ เทคโนโลยีถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ที่กำลังมาแรงและคาดว่าจะเติบโตอย่างน่าสนใจที่ CAGR 7.7% เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองหาโซลูชันที่มากกว่าแค่กรองฝุ่น แต่ต้องกำจัดกลิ่น, ก๊าซพิษ และสารระเหย (VOCs) ได้ด้วย
นอกจากนี้ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีคืออีกจุดเปลี่ยนที่แท้จริง ผู้ผลิตกำลังแข่งกันเปิดตัว Smart Air Purifiers ที่มาพร้อมการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน และระบบ AI/IoT ที่ตรวจสอบคุณภาพอากาศได้แบบ Real-time ความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อกับ Smart Home Ecosystem กำลังเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อของคนรุ่นใหม่และกลุ่ม Tech-savvy
เจาะลึกพฤติกรรมการใช้งาน และช่องทางการขาย
Commercial Sector: ยังคงเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด ครองตลาดถึง 58.2% แรงผลักดันมาจากออฟฟิศ, โรงแรม และห้างสรรพสินค้าที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกค้าและพนักงาน เพื่อเพิ่ม Productivity และประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการ การมีอากาศสะอาดกลายเป็น Standard ใหม่ของสถานที่สาธารณะ
Residential Sector: แม้สัดส่วนจะน้อยกว่า แต่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมน่าสนใจที่สุด ผู้บริโภคหันมาลงทุนซื้อเครื่องฟอกอากาศเข้าบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะรุ่น Portable ที่เคลื่อนย้ายได้ และครองส่วนแบ่งถึง 66.4% ของประเภทสินค้าทั้งหมด เพราะไม่ต้องติดตั้ง ยืดหยุ่น และราคาจับต้องได้
อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ แม้โลกจะหมุนไปสู่ออนไลน์ แต่ช่องทางออฟไลน์ยังคงครองส่วนแบ่งเกินครึ่งที่ 57.8% เพราะเครื่องฟอกอากาศเป็นสินค้า High-involvement ลูกค้ายังต้องการเห็นของจริง ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และความมั่นใจก่อนจ่ายเงินก้อน
อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์คือส่วนที่เติบโตเร็วที่สุด หรือ CAGR 7.3% ขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และความสะดวกในการจัดส่ง โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 ที่ E-commerce เข้ามามีบทบาทสำคัญ กลยุทธ์ที่ถูกต้องจึงต้องเป็น Omni-channel ที่เชื่อมประสบการณ์ทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน
แบรนด์เอเชียคือเจ้าตลาดอย่างแท้จริง
ข่าวดีสำหรับแบรนด์ในไทยและเอเชีย คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 39.5% โดยมีจีนเป็นยักษ์ใหญ่ที่ถือครองส่วนแบ่งกว่า 40% ในภูมิภาคนี้ เพราะปัญหามลพิษที่รุนแรงในเมืองใหญ่ และกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ตลาดนี้เติบโต
ในขณะเดียวกัน ตลาดอเมริกาเหนือก็กำลังเติบโตเร็วที่สุดด้วย CAGR 7.3% โดยมีปัจจัยเร่งจากไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และความกังวลเรื่องสุขภาพทางเดินหายใจ
ส่วนการแข่งขันของตลาดเครื่องฟากอากาศยังมีความเข้มข้นปานกลาง หรือ Moderate Concentration โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Honeywell, Philips, Coway, Sharp, Dyson และ IQAir ครองพื้นที่หลัก แบรนด์เหล่านี้ใช้จุดแข็งด้านชื่อเสียงและเทคโนโลยีขั้นสูงในการดึงดูดลูกค้าดังนี้
- Honeywell: แข็งแกร่งทั้งตลาดผู้บริโภคและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอเมริกาและเอเชีย
- IQAir: ยึดหัวหาดตลาดพรีเมียมและเกรดการแพทย์
- Coway: เน้นนวัตกรรม ล่าสุดเปิดตัวรุ่น Airmega 100 ที่กรองได้รอบทิศทาง 360 องศา
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดนี้ยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายย่อยที่สามารถแข่งขันได้ด้วยราคาและโซลูชันที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น
Thumbsup มองว่า จากข้อมูลทั้งหมดนั้นมีทั้งโอกาส และความท้าทายที่นักการตลาดต้องปรับตัวดังนี้
- Positioning ต้องเปลี่ยนจากแก้ปัญหาเป็น Lifestyle: เดิมทีเราขายเครื่องฟอกอากาศเมื่อฝุ่นมา แต่เทรนด์ใหม่คือการขาย Wellness และ Smart Living แบรนด์ต้องสื่อสารว่าอากาศสะอาดคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- Trust is Currency: การที่ช่องทางออฟไลน์ยังครองแชมป์ สะท้อนว่าผู้บริโภคต้องการความน่าเชื่อถือ แบรนด์ออนไลน์ต้องอุดช่องโหว่นี้ด้วยการใช้ Influencer สายผู้เชี่ยวชาญ, การรับรองมาตรฐาน และการบริการหลังการขายที่จับต้องได้จริง
- เจาะ Niche Market: ตลาด Mass อาจจะแข่งดุด้วยราคา แต่ตลาด Niche เช่น กลุ่มคนรักสัตว์ที่ต้องการกำจัดขนและกลิ่น หรือกลุ่มพ่อแม่มือใหม่ ยังมีช่องว่างให้เล่นอีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Activated Carbon ที่ตอบโจทย์เรื่องกลิ่นได้ดี
- Data-Driven Marketing: การมาของ Smart Air Purifier ทำให้แบรนด์มีข้อมูลคุณภาพอากาศในบ้านลูกค้า นี่คือทรัพย์สินมีค่าที่จะนำไปสู่การทำ CRM, การเตือนเปลี่ยนไส้กรอง หรือการขายสินค้าสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มเติม
สรุปแล้ว ตลาดเครื่องฟอกอากาศไม่ใช่แค่เรื่องของฮาร์ดแวร์อีกต่อไป แต่มันคือการขาย สุขภาพ และ ความอุ่นใจ ในยุคที่อากาศหายใจกลายเป็นเรื่องที่ต้องจ่ายเงินซื้อ ใครที่สามารถผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ลึกซึ้งกว่า คนนั้นคือผู้ชนะในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติม




