เรียกว่าเป็นสตาร์ทอัปที่ยาวนานมากว่า 14 ปีแล้ว สำหรับ “อะมิตี้” (Amity) ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ที่มีสัญชาติไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ว่าผู้ก่อตั้งหลักอย่าง กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ จะไม่สามารถสลัดภาพความเป็นหลานชายของเจ้าสัวซีพีไปได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกหนึ่งทายาทของวงการธุรกิจที่จะช่วยปั้น AI สัญชาติไทยผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านได้

ข่าวการระดมทุนรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ “อะมิตี้” (Amity) ครั้งล่าสุด ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสถิติยอดระดมทุนด้าน GenAI สูงสุดในเซาท์อีสเอเชียเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดเผยถึงความสำเร็จในการนำพาซอฟต์แวร์ไทยไปครองใจตลาด “Medium-sized Business” ในยุโรปได้อย่างน่าทึ่ง 

ทั้งนี้ กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ , เคง เถ็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อะมิตี้ , ทัชพล ไกรสิงขร ประธานศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ด้าน AI กรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งอะมิตี้ ได้เล่าถึงความสามารถของบริการที่ไปเติบโตในฝั่งยุโรป และได้ชักชวนทีมนักลงทุนรายล่าสุดอย่าง วรพล ศุภานุสนธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และพาร์ทเนอร์ บริษัท Asia Partners บริษัทไพรเวทอิควิตี้จากสิงคโปร์ที่เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีระยะเติบโต มาร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์ AI ของไทยและระดับโลกได้อย่างสนใจด้วย

เมื่อ 90% ของลูกค้าคือธุรกิจขนาดกลางใน EU

สิ่งที่น่าสนใจและแทบไม่มีใครรู้คือ Amity ประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นฐานลูกค้าหลัก โดยกว่า 90% ของลูกค้าในกลุ่มนี้คือธุรกิจขนาดกลาง (Medium-sized Business) ที่มองหาโซลูชัน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สิ่งนี้สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ของ Amity มีมาตรฐานระดับสากลและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี สะท้อนว่าไม่ว่าสตาร์ทอัปรายนั้นจะมาจากประเทศไหน หากมีความสามารถในการทำงาน เทคโนโลยีอย่าง AI วิเคราะห์และทำงานได้ดี พวกเขาก็พร้อมลงทุนและกล้าเสี่ยง

ซึ่ง ทัชพล ได้เล่าเสริมให้ฟังว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีในยุโรปมีความกล้าเสี่ยงมากกว่า และไม่ได้มองว่าการทำผิดพลาดคือ KPI ที่สร้างผลกระทบให้บริษัท พวก CTO ในยุโรปจะกล้าที่จะลอง กล้าที่จะล้มให้ไว และลุกให้เร็ว ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งและปรับตัวตามความผันผวนในสถานการณ์ต่างๆ ได้ทัน

กลยุทธ์การขยายตลาดที่แตกต่าง: Direct Service ในไทย vs Partner Ecosystem ในต่างแดน

Amity มีโมเดลการทำตลาดที่น่าสนใจและปรับเปลี่ยนตามบริบทพื้นที่ เช่น

  • ในประเทศไทย: Amity เน้นการขายและการให้บริการโดยตรง เพราะมีสำนักงานใหญ่และทีมงานที่ไทยค่อนข้างพร้อม เพื่อดูแลลูกค้าองค์กรได้อย่างใกล้ชิดและสร้างความเชี่ยวชาญในตลาดบ้านเกิด
  • ในต่างประเทศ: ใช้กลยุทธ์ “ทางลัด” ผ่านเครือข่ายพาร์ทเนอร์และการลงทุน โดยใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลลูกค้าของพาร์ทเนอร์ที่ Amity เข้าไปลงทุนเพื่อขยายฐานผู้ใช้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถ Scale ธุรกิจในระดับสากลได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

IPO ปี 2570: ความพร้อมที่รอเพียงจังหวะของตลาด

สำหรับประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นั้น ทางผู้บริหารยืนยันว่า ในแง่ของโครงสร้างธุรกิจและตัวเลขทางการเงิน Amity มีความพร้อมเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเข้าจดทะเบียนเป็นไปตามเงื่อนไขและจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น

ความสำเร็จในรอบ Series D นี้ ทำให้ยอดการระดมทุนสะสมของ Amity พุ่งไปอยู่ที่ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พิสูจน์ศักยภาพการทำกำไรได้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากรายได้ประมาณการรายปี (Annualized Revenue) ที่แตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่น่าสนใจคือ Amity ไม่ได้เติบโตแค่ในไทย แต่รายได้กว่า 75% ของกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) ในปี 2568 มาจากหน่วยธุรกิจในยุโรป นี่คือภาพสะท้อนว่า Amity ก้าวข้ามขีดจำกัดของ Local Player สู่การเป็น Global Player อย่างเต็มตัว โดยมีสำนักงานใหญ่ของศูนย์วิจัยและปฏิบัติการด้าน AI (ARAC) ตั้งอยู่ในสิงคโปร์เพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์การวิจัยระดับโลก

กลยุทธ์ “3Bs” และหัวใจสำคัญอย่าง Vertical AI

คุณกรวัฒน์ เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง Amity ได้เผยถึงกลยุทธ์ “3Bs – Build, Buy, Bridge” ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน

  • Build: พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่านศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) ในสิงคโปร์
  • Buy: ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป
  • Bridge: บูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเพื่อต่อยอดโซลูชัน AI สำหรับองค์กรสู่เชิงพาณิชย์

สิ่งที่ Amity มุ่งเน้นต่อจากนี้คือ “Vertical AI” หรือ AI ที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรม โดยเน้นไปที่กลุ่มค้าปลีกและโทรคมนาคม เพื่อสร้าง ROI ที่วัดผลได้จริง ควบคู่ไปกับการพัฒนา “Agentic AI” หรือเอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถทำงานอัตโนมัติตลอดกระบวนการธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องมือช่วยสรุปข้อมูลอีกต่อไป ทำให้เทคโนโลยีของบริษัททัดเทียมกับเจ้าใหญ่ในตลาด AI รวมทั้ง Amity ก็ไม่ลงไปแข่งในตลาด B2C ด้วย ทำให้พวกเขาแข็งแรงในกลุ่ม B2B อย่างมาก

ระบบนิเวศ Integrated Ecosystem จากงานวิจัยสู่รายได้

หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนอย่าง EDBI และ Asia Partners มั่นใจ คือการทำงานร่วมกันแบบครบวงจรภายใต้อีโคซิสเทมของ Amity ซึ่งประกอบด้วย 5 บริษัทหลัก

  1. Amity Accentix: โซลูชัน Voice AI
  2. Tollring: ระบบวิเคราะห์การสื่อสาร
  3. Amity Solutions: ผู้ให้บริการ Agentic AI
  4. EGG Digital: การวิเคราะห์ด้านค้าปลีกและการตลาด
  5. Amity-Nordstar: ด้าน Unified Communications

แนวทาง “Research-to-Revenue” ของ Amity ช่วยปลดล็อกปัญหา “Last-Mile Adoption” หรือความท้าทายในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในระดับองค์กร ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้หลายโครงการ AI ล้มเหลว

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: