ในโลกของเทคโนโลยี อะไรก็เกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว หากย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2024 สถานการณ์ของ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ดูจะไม่สู้ดีนักในสายตาของนักลงทุน Wall Street หลายคนตราหน้าว่ายักษ์ใหญ่รายนี้ “อุ้ยอ้าย” และ “ก้าวตามไม่ทัน” กระแส Generative AI ที่นำโด่งโดย OpenAI และ Microsoft จนส่งผลให้ราคาหุ้นถูกลงโทษอย่างหนัก
แต่ภาพตัดมาที่ต้นปี 2026 ทุกอย่างกลับตาลปัตร Google ไม่เพียงแต่ลบคำสบประมาท แต่ยังผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำในกลุ่ม “Magnificent Seven” อย่างเต็มภาคภูมิ ทิ้งห่างคู่แข่งที่เคยนำหน้าไปหลายช่วงตัว อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญ และทำไม “Gemini 3” ถึงกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่ทำให้เกมนี้เปลี่ยนไป เรามาเจาะลึกกันในบทความนี้ครับ
ความมั่นใจที่มาพร้อมกับตัวเลข ผลลัพธ์จาก Gemini 3
ในการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุด Sundar Pichai ซีอีโอของ Alphabet แสดงความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สาเหตุหลักมาจากความสำเร็จของ Gemini 3 โมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
- ผู้ใช้งานพุ่งกระฉูด: แอป Gemini มียอดผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) ทะลุ 750 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 650 ล้านรายในไตรมาสก่อนหน้า แม้จะยังตามหลัง ChatGPT (ที่มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์กว่า 800 ล้านราย) แต่ทิศทางของ Google นั้นเป็นขาขึ้นที่ชัดเจนและรวดเร็ว
- Engagement ที่ลึกซึ้งกว่า: Pichai เน้นย้ำว่าผู้ใช้งานไม่ได้แค่ลองใช้แล้วจากไป แต่ Gemini 3 มีค่า Engagement ต่อผู้ใช้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อถูกรวมเข้ากับ “AI Mode” ในระบบ Search และเวอร์ชัน Enterprise ที่ตอนนี้มีใบอนุญาตแบบชำระเงินสูงถึง 8 ล้าน Licenses แล้ว
เมื่อ Cloud กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน
ตัวเลขที่ทำให้ Wall Street ตะลึงที่สุดคือรายได้จากหน่วยธุรกิจ Cloud-Computing ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 48% ในไตรมาสเดือนธันวาคม นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มส่งดอกออกผลเป็นตัวเงินที่จับต้องได้จริง (Financial Returns) ไม่ใช่แค่กระแสการตลาด

งบลงทุน 1.85 แสนล้านดอลลาร์ เดิมพันที่สูงลิ่วแต่คุ้มค่า?
แม้ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลงเล็กน้อย (ประมาณ 3%) หลังจากประกาศแผนการใช้จ่ายงบประมาณ (Capex) ที่อาจสูงถึง 185,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าปี 2025 เกือบสองเท่า และแซงหน้าคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ไปไกล
แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการ “All-in” ที่ชาญฉลาด เพราะในขณะที่คู่แข่งรายอื่นยังต้องพึ่งพาพาร์ทเนอร์ภายนอก แต่ Alphabet มี Ecosystem ที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิปประมวลผล, โมเดล AI, ไปจนถึงช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคระดับพันล้านคน
จุดอ่อนของ OpenAI และความได้เปรียบของ Google
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้คือ “ทัศนคติ” ของตลาดที่มีต่อ OpenAI เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่การประกาศดีลกับ OpenAI จะเรียกเสียงปรบมือ แต่ตอนนี้กลายเป็นความกังวล
- ภาวะพึ่งพา (Over-reliance): Microsoft และ Oracle กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุน เนื่องจากโมเมนตัมของบริษัทผูกติดกับ OpenAI มากเกินไป เมื่อ OpenAI ยังคงเผาเงินและต้องการการระดมทุนมหาศาลเพื่อรักษาสัญญาต่างๆ นักลงทุนจึงเริ่มกลัวความเสี่ยง
- War Chest ที่เหนือกว่า: ในขณะที่คนอื่นต้องพึ่งพา OpenAI แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Meta และ Apple กลับเลือกที่จะจับมือกับ Alphabet เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานและโมเดล AI ของ Google สิ่งนี้ทำให้สถานะของ Alphabet มั่นคงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
Google กลับมาครองบัลลังก์
จากสถานะ Laggard (ผู้ล้าหลัง) สู่ Leader (ผู้นำ) ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกิน 4 ล้านล้านดอลลาร์ (ร่วมกับ Nvidia และ Apple) Alphabet ได้พิสูจน์แล้วว่า การมีทรัพยากรที่พร้อมและจังหวะการรุกที่ถูกจุด สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทองได้
ในปี 2026 นี้ เราคงจะได้เห็นการขับเคี่ยวที่เข้มข้นขึ้น แต่ในนาทีนี้ต้องยอมรับว่า “Google holds the hot hand” หรือเป็นผู้ที่กุมไพ่เหนือกว่าในกระดาน AI โลกไปเรียบร้อยแล้ว
ที่มา : Reuter



