ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม 2029 โลกการเงินกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง ไม่ใช่จากตัวเลขเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ยนโยบาย แต่มาจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ใครหลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือการกลับมาของประเด็น “สหรัฐฯ ต้องการครอบครองกรีนแลนด์” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
การประกาศท่าทีที่แข็งกร้าว พร้อมคำขู่เรื่องกำแพงภาษีต่อยุโรป ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดทุนโลก แม้ล่าสุดจะมีข่าวดีเรื่องกรอบข้อตกลงร่วมกับ NATO ออกมาช่วยพยุงอารมณ์ตลาด แต่คำถามสำคัญที่นักลงทุนต้องตอบให้ได้คือ “นี่คือสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ หรือเป็นเพียงโอกาสในการเข้าสะสม?”
วันนี้ Thumbsup สรุปมุมมองและบทวิเคราะห์เจาะลึกจาก Krungthai Chief Investment Office (Krungthai CIO) ธนาคารกรุงไทย ที่ได้ประเมินสถานการณ์และวาง 4 ฉากทัศน์สำคัญที่จะกำหนดชะตาเศรษฐกิจโลก พร้อมกลยุทธ์การจัดพอร์ตรับมือความผันผวนมาฝากกัน
ทำไมต้อง “กรีนแลนด์” และทำไมต้อง “ตอนนี้”?
ก่อนจะไปดูฉากทัศน์ เราต้องเข้าใจบริบทว่า ทำไมพื้นที่น้ำแข็งอย่างกรีนแลนด์ถึงกลายเป็น Hot Issue ทางยุทธศาสตร์ การที่สหรัฐฯ แสดงความต้องการเข้าควบคุมพื้นที่นี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของดินแดน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความมั่นคงทางทรัพยากร (Resource Security) และ ยุทธศาสตร์ทางทหาร
เมื่อมหาอำนาจขยับ ตลาดการเงินย่อมตอบสนอง Krungthai CIO มองว่า แม้ตลาดจะผันผวนในช่วงแรกจากการขู่ขึ้นภาษีนำเข้ายุโรปหากดีลไม่สำเร็จ แต่การที่สหรัฐฯ และ NATO สามารถบรรลุ “กรอบของข้อตกลง” เบื้องต้นได้ รวมถึงการยกเลิกแผนภาษีชั่วคราว ถือเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยคลายความกังวลในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม “ความไม่แน่นอน” คือศัตรูตัวฉกาจของการลงทุน Krungthai CIO จึงได้จำลอง 4 ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือ ดังนี้

เปิด 4 ฉากทัศน์: อนาคตกรีนแลนด์ กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ฉากทัศน์ที่ 1: บรรลุข้อตกลงโดยสันติ (Peaceful Agreement)
นี่คือ Best Case Scenario หรือกรณีที่ดีที่สุด หากสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงในการเข้าครอบครองหรือบริหารจัดการกรีนแลนด์ได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร
- ผลกระทบ: สหรัฐฯ จะได้ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์และการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ (เช่น แร่หายาก) ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว
- ฝั่งยุโรป: ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงจำกัด และอาจได้ประโยชน์จากความชัดเจนของสถานการณ์
ฉากทัศน์ที่ 2: อิทธิพลเพิ่มขึ้นผ่านการทูต (Diplomatic Influence)
ในกรณีนี้ กรีนแลนด์อาจไม่ได้ถูกซื้อขายโดยตรง แต่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ มากขึ้นผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคง
- ผลกระทบ: ยุโรปจะถูกกดดันให้ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพื่อรักษาดุลอำนาจ ซึ่งส่งผลให้ “กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Sector)” ได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างมหาศาล
- ความเสี่ยง: สิ่งที่ต้องจับตาคือ ฐานะการคลังของประเทศในยุโรปอาจเปราะบางขึ้นจากการเร่งใช้จ่ายด้านการทหาร
ฉากทัศน์ที่ 3: การเจรจายืดเยื้อและความขัดแย้งแฝง (Prolonged Conflict)
หากการเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ และแต่ละประเทศในยุโรปมีปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกัน
- ผลกระทบ: แม้จะไม่มีการใช้กำลังทหาร แต่สงครามเย็นด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์จะปะทุขึ้น ความตึงเครียดนี้จะกดดันเศรษฐกิจทั้งฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป
- ตลาดการเงิน: จะเข้าสู่ภาวะผันผวนสูง (High Volatility) ตลาดจะเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทาง โดยขึ้นอยู่กับข่าวรายวันและนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก
ฉากทัศน์ที่ 4: ความรุนแรงสูงสุด (Military Conflict)
นี่คือ Worst Case Scenario หากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารเพื่อเข้าควบคุม
- ผลกระทบ: โลกจะเผชิญกับ Negative Macro Shock ขนาดใหญ่ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะถูกเทขายอย่างหนัก (Sell-off)
- ตลาดการเงิน: เงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต้องงัดนโยบายเชิงรุกออกมาเพื่อพยุงเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ
นี่คือ “Risk-off” หรือแค่ “Market Rotation”?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (26-30 มกราคม 2029) เราเห็นตลาดหุ้นโลกมีการปรับตัวลง หลายคนเริ่มกังวลว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะ Risk-off (ปิดรับความเสี่ยง) หรือไม่?
ทีมกลยุทธ์ Krungthai CIO มองว่า การปรับฐานที่เราเห็นคือ “Healthy Correction” หรือการปรับฐานเพื่อไปต่อ และมีลักษณะเป็น “Market Rotation” มากกว่า กล่าวคือ เงินไม่ได้ไหลออกจากตลาดหุ้นไปเลย แต่เป็นการ “ย้ายกลุ่มเล่น”
- จากหุ้นขนาดใหญ่ (Big Caps) ที่มูลค่าเริ่มตึงตัว
- ไปสู่หุ้นกลุ่มอื่น (Laggards) ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับและราคายังไม่แพง
หลักฐานสนับสนุน
- ดัชนี S&P 500: หากเจาะดูไส้ในจะพบว่า จำนวนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็น “บวก” มีมากกว่าหุ้นที่ปรับตัวลง สะท้อนว่าตลาดในภาพรวมยังแข็งแกร่ง ไม่ได้ถูกเทขายทั้งกระดาน
- ผลประกอบการ: กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ ยังคงประกาศงบที่แข็งแกร่ง ตอกย้ำว่าพื้นฐานของบริษัทยังดีอยู่
Strategy: กลยุทธ์การลงทุนฉบับ Krungthai CIO
เมื่อประเมินแล้วว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤต และพื้นฐานยังแข็งแกร่ง คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในช่วงเวลานี้คือ “มองวิกฤตเป็นโอกาส”
1. Buy on Dip (ย่อซื้อ)
Krungthai CIO ยังคงมีมุมมองเชิงบวก (Positive View) ต่อตลาดหุ้น จังหวะที่ตลาดอ่อนตัวจากข่าวความกังวล คือจังหวะในการทยอยสะสมหุ้นดีในราคาที่ถูกลง
2. Barbell Strategy (กลยุทธ์คานน้ำหนัก)
ท่ามกลางความไม่แน่นอน การเดิมพันฝั่งใดฝั่งหนึ่งอาจเสี่ยงเกินไป แนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Barbell คือการถือสินทรัพย์สองขั้วเพื่อสร้างสมดุล:
- ฝั่งหนึ่งถือ “หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stock)”: เพื่อคาดหวังผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากเทรนด์โลก
- อีกฝั่งถือ “หุ้นกลุ่มมั่นคง (Defensive Stock)”: หุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอ ทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงให้พอร์ต
3. ทองคำ: Must Have Item
ในยุคที่ Geopolitics เป็นตัวแปรหลัก การมี “ทองคำ” ติดพอร์ตไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตการลงทุน
จับตาแต่อย่าตื่นตระหนก
กรณีของกรีนแลนด์เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า ในโลกการลงทุนยุคใหม่ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์มีน้ำหนักพอๆ กับปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเป็นเรื่องจำเป็น แต่การวิเคราะห์ให้ขาดถึง “ไส้ใน” ของตลาดสำคัญกว่า
Krungthai CIO ชี้ให้เห็นว่า ตราบใดที่พื้นฐานบริษัทจดทะเบียนยังแกร่ง และการปรับตัวลงเป็นเพียงการหมุนกลุ่มลงทุน (Rotation) นักลงทุนที่มีสติและกลยุทธ์ที่ชัดเจน จะสามารถหาโอกาสทำกำไรได้เสมอท่ามกลางความผันผวนนี้
Next Step for You: ลองกลับมาสำรวจพอร์ตของตัวเองดูว่า วันนี้คุณมีหุ้น Defensive เพื่อคานความเสี่ยงกับหุ้น Growth แล้วหรือยัง? และสัดส่วนทองคำในพอร์ตเพียงพอที่จะรับแรงกระแทกจากข่าวสงครามการค้าหรือไม่? ถ้ายัง… นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการ Rebalance พอร์ตครับ




