หนึ่งใน Pain Point คลาสสิกที่ภาคธุรกิจและชาว HR พูดถึงกันแทบทุกไตรมาส คือภาวะ “Skills Mismatch” หรือการที่มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง ในขณะที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรมขั้นสูง (S-Curve) อย่างเต็มตัว แต่ตัวชี้วัด (KPIs) ในการประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กลับยังติดหล่มอยู่กับการประเมินเชิงเอกสารมากกว่าผลลัพธ์ทางทักษะ

แต่วันนี้ กำลังมี “นิมิตหมายใหม่” ที่น่าจับตามองเกิดขึ้นในระบบนิเวศการศึกษาไทย เมื่อ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ ASIIN (Accreditation Agency for Degree Programmes in Engineering, Informatics, Natural Sciences and Mathematics) สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับแนวหน้าจากประเทศเยอรมนี

นี่ไม่ใช่แค่การเซ็น MOU ถ่ายภาพร่วมกันตามธรรมเนียม แต่คือการนำร่องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “Joint Accreditation” หรือการประเมินและรับรองมาตรฐานร่วมกัน โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยน “ใบปริญญา” แบบเดิมๆ ให้กลายเป็น “พาสปอร์ตการทำงานระดับสากล”

ลกการศึกษาไร้พรมแดน กับการทลาย ‘ไซโล’ ของกระทรวงศึกษาฯ

หากเรามองในมุมมองเชิงกลยุทธ์ สิ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีน้ำหนัก ไม่ได้อยู่ที่ตัวหน่วยงานประเมินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “แรงขับเคลื่อนเชิงนโยบาย”

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ท่าทีของกระทรวงศึกษาธิการมีความชัดเจนอย่างยิ่งในการพยายามผลักดันการ “บูรณาการ” ทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยย้ำแกนคิดสำคัญว่า “ยุคนี้จะต่างคนต่างทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว” การที่การศึกษาไทยจะยกระดับขึ้นมาได้จริง ต้องอาศัยองค์ประกอบที่สอดประสานกัน ทั้งการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันต่อพลวัตของโลกที่เปลี่ยนไป การเปิดรับมาตรฐานต่างชาติ และการผสมผสานจุดแข็งทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

เมื่อนโยบายเปิดทาง สมศ. ในฐานะ “ผู้ตรวจบรรทัดฐาน” จึงสามารถก้าวข้ามกรอบการประเมินแบบท้องถิ่นสู่การเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการประกันคุณภาพการศึกษาแห่งยุโรป ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ในที่สุด

นวัตกรรมลดความซ้ำซ้อน สู่มาตรฐานยุโรป

สำหรับคนในแวดวงการศึกษา คำว่า “การประเมิน” มักมาพร้อมกับภาพจำของกองกระดาษสูงท่วมหัวและความซ้ำซ้อน แต่ระบบ Joint Accreditation ที่ สมศ. พัฒนาร่วมกับ ASIIN ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ

ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. อธิบายถึงหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “การใช้ระบบ Joint Accreditation จะช่วยลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการประเมิน และเพิ่มความเข้มข้นในด้านคุณภาพการศึกษา โดยเป็นการการันตีว่าบัณฑิตที่จบจากหลักสูตรที่ผ่านการรับรองนี้ จะมีศักยภาพและมาตรฐานเทียบเท่ากับบัณฑิตจากสหภาพยุโรป พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มภาคภูมิ”

หากแปลความหมายในเชิงธุรกิจ นี่คือการทำ Global Benchmarking ให้กับหลักสูตรอุดมศึกษาไทยอย่างเป็นทางการ เพราะหากไม่มี “ตัวชี้วัดที่ดีและสากลพอ” ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะบอกได้ว่า ทุนมนุษย์ของไทยอยู่ตรงจุดไหนบนแผนที่การแข่งขันของโลก

ทำไมต้องเป็น ‘เยอรมนี’ และทำไมต้อง ‘9 มทร.’?

คำถามที่นักวิเคราะห์กลยุทธ์ต้องถามต่อคือ ทำไมจิ๊กซอว์ตัวแรกของการยกระดับนี้ถึงต้องเป็นประเทศเยอรมนี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

คำตอบอยู่ที่ “ดีเอ็นเอทางการศึกษา” ที่ตรงกัน

ประเทศเยอรมนีได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งอุตสาหกรรมหนักและวิศวกรรมความแม่นยำสูง ซึ่งมีรากฐานมาจากระบบการศึกษาแบบ Fachhochschule หรือ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่เน้น “การปฏิบัติจริงในภาคอุตสาหกรรม” ควบคู่ไปกับทฤษฎี

เมื่อหันมามองประเทศไทย กลุ่ม มทร. ทั้ง 9 แห่ง คือสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดแข็งในมิตินี้ชัดเจนที่สุด การวางแผนแม่บทเชื่อมโยงเกณฑ์ประเมิน ASIIN เข้ากับ มทร. จึงไม่ใช่การฝืนธรรมชาติของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการเอา “แว่นขยายระดับโลก” มาส่องและเจียระไนจุดแข็งที่มีอยู่แล้วให้คมขึ้น

ถอดบทเรียนจาก ‘เทคนิคบ้านค่าย’ สู่สเกลระดับประเทศ

สิ่งที่ยืนยันว่าโมเดลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความฝันบนกระดาษ คือ “Track Record” ที่ สมศ. เคยทำสำเร็จมาแล้วในการทำงานร่วมกับภูมิภาคอาเซียนตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว สมศ. ได้นำร่องใช้เทคนิคการประเมินมาตรฐานสากลในลักษณะใกล้เคียงกันนี้กับ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย จังหวัดระยอง ผลลัพธ์ที่ได้คือ วิทยาลัยได้รับการรับรองมาตรฐานที่เปิดประตูให้เด็กที่เรียนจบ สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทต่างประเทศในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และระดับนานาชาติได้อย่างไร้รอยต่อ

ความสำเร็จจาก “ระยองโมเดล” ในวันนั้น คือสปริงบอร์ดชั้นดีที่ทำให้เกิดการขยายผลสเกลใหญ่ สู่การประเมิน มทร. ทั้ง 9 แห่งในวันนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการทำงานร่วมกันตั้งแต่รากฐาน

เมื่อ ‘นายจ้างตัวจริง’ นั่งแท่นผู้ประเมิน

จุดที่ถือเป็น Game Changer ที่สุดของเครื่องมือการประเมินชุดนี้ คือการรื้อโครงสร้าง “คณะกรรมการประเมิน” ใหม่ทั้งหมด

ในอดีต การประเมินมหาวิทยาลัยมักเป็นเรื่องของ ‘นักวิชาการตรวจงานนักวิชาการ’ แต่สำหรับเกณฑ์ Joint Accreditation นี้ คณะผู้ประเมินจะประกอบไปด้วย

  1. ผู้ประเมินชาวต่างชาติ จาก ASIIN
  2. ตัวแทนจากภาคฝั่ง “นายจ้าง” ที่ประกอบธุรกิจจริง
  3. ผู้แทนจากหอการค้าทั้งไทยและต่างประเทศ

การดึง “ผู้ใช้ผลผลิต” อย่างภาคเอกชนและหอการค้าเข้ามาร่วมถือปากกาให้คะแนนตั้งแต่ต้นทาง หมายความว่า มาตรฐานของบัณฑิต มทร. หลังจากนี้จะไม่ถูกวัดแค่ว่า “ทำข้อสอบได้กี่คะแนน” แต่วัดที่ว่า “คุณมีทักษะที่ภาคธุรกิจพร้อมจ่ายเงินเดือนจ้างทันทีตั้งแต่วันแรกที่จบหรือไม่”

พาสปอร์ตสู่โลก S-Curve

ดร.องอาจ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างสะท้อนภาพอนาคตว่า “สมศ. เชื่อมั่นว่า ระบบ Joint Accreditation จะนำไปสู่มาตรฐานที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรับรองทางวิชาการ แต่จะเป็น ‘พาสปอร์ตการทำงาน’ ที่จะช่วยส่งต่อแรงงานคุณภาพสูงระดับพรีเมียม ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งบริษัทจากประเทศไทยตลอดจนบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติในอนาคต”

สำหรับชาว HR, Headhunter และผู้บริหารองค์กร สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือหลังจากนี้ คือการจับตาดู “กลุ่มบัณฑิตสายพันธุ์ใหม่” จาก 9 มทร. ที่ถือใบรับรอง Joint Accreditation เพราะนี่อาจเป็นกลุ่ม Talent ที่เข้ามาอุดช่องว่างทักษะทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตลาดกำลังขาดแคลน โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการทำ Reskill/Upskill ตั้งแต่ศูนย์อีกต่อไป

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: