ในโลกของการตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรากำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง หากย้อนกลับไปในช่วงสิบปีที่ผ่านมา SEO (Search Engine Optimization) คือ “คัมภีร์” ที่ทุกแบรนด์ต้องยึดถือเพื่อให้ติดอันดับบนหน้าการค้นหา แต่ในปี 2569 นี้ ไมโครซอฟท์ได้ออกมายืนยันผ่านคู่มือกลยุทธ์ฉบับใหม่ “From Discovery to Influence: A Guide to AEO and GEO” ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เพียงแค่ “Search” เพื่อหาเว็บไซต์ แต่พวกเขากำลัง “Ask” เพื่อต้องการคำตอบ และปล่อยให้ AI เป็นผู้ตัดสินใจแทนในหลายขั้นตอน นี่คือเหตุผลที่นักการตลาดต้องขยับตัวจากความสนใจแค่เรื่อง Traffic ไปสู่การสร้าง Influence หรืออิทธิพลเหนือการตัดสินใจของ AI
จาก Traffic สู่ Influence นิยามใหม่ของความสำเร็จ
ไมโครซอฟท์ระบุว่า ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อีกต่อไป เพราะในระบบนิเวศใหม่ AI จะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ในการคัดกรองข้อมูล ดังนั้นเป้าหมายใหม่คือการทำให้ข้อมูลของแบรนด์มีความสมบูรณ์ ทันสมัย และน่าเชื่อถือที่สุด จน AI เลือกที่จะนำเสนอแบรนด์ของเราให้กับผู้ใช้งาน
ทำความเข้าใจ AEO และ GEO: สองอาวุธใหม่ของนักการตลาด
เพื่อให้แบรนด์ยังคงถูกค้นพบและมีอิทธิพล นักการตลาดจำเป็นต้องเข้าใจ 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
- AEO (Answer Engine Optimization): คือการปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้ AI Assistants และ Agents สามารถค้นหา เข้าใจ และนำข้อมูลไปตอบคำถามผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เน้นการสร้างความชัดเจนผ่านข้อมูลที่ AI ตีความได้ง่าย
- GEO (Generative Engine Optimization): คือการปรับแต่งเนื้อหาสำหรับระบบ Generative AI โดยเฉพาะ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ มุ่งเน้นการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ
เจาะลึกระบบนิเวศการช้อปปิ้งบน AI
ไมโครซอฟท์แบ่งองค์ประกอบของ AI ในยุคนี้ออกเป็น 3 ส่วนสำคัญที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่:
- AI Browsers: เช่น Microsoft Edge ที่มีความสามารถในการ “มองเห็น” และวิเคราะห์หน้าเว็บแบบ Real-time เพื่อให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
- AI Assistants: อย่าง Copilot หรือ ChatGPT ที่เน้นการโต้ตอบและแก้ไขปัญหาผ่านบทสนทนา
- AI Agents: ส่วนที่ก้าวล้ำที่สุด เพราะไม่ได้แค่ให้ข้อมูล แต่สามารถดำเนินการแทนผู้ใช้ได้จริง เช่น การกรอกฟอร์มหรือคลิกซื้อสินค้า
ลองจินตนาการถึงผู้ใช้ที่สั่ง AI ว่า “หาเสื้อกันฝนน้ำหนักเบา ราคาไม่เกิน 5,000 บาท” AI จะเข้าสู่กระบวนการ Reasoning Phase โดยมันจะไปดึงข้อมูลจากทั่วโลกออนไลน์มาวิเคราะห์ว่าแบรนด์ไหนดี มีคุณสมบัติอย่างไร จากนั้นจะไปดูข้อมูล Product Feeds เพื่อเช็กราคาและสต็อกล่าสุด ก่อนจะจบลงที่ AI Agent ช่วยทำรายการซื้อให้เสร็จสรรพ

3 กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อยึดพื้นที่บน AI
คู่มือของไมโครซอฟท์แนะนำแนวทางปฏิบัติ 3 ด้านที่แบรนด์ควรเริ่มทำทันที
1. Data Structure: ทำให้ AI อ่านแคตตาล็อกคุณออก
รากฐานที่สำคัญที่สุดคือการใช้ Schema Markup หรือการจัดโครงสร้างข้อมูลให้เป็นระบบ แบรนด์ควรระบุรายละเอียดในหน้าเว็บให้ชัดเจนผ่าน Schema ประเภทต่างๆ เช่น Product, Offer, Brand และ Review รวมถึงต้องซิงค์ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อให้ข้อมูลเรื่องราคาและสถานะสินค้ามีความแม่นยำอยู่เสมอ
2. Content Enrichment: ออกแบบตามบริบทการใช้งานจริง
AI ไม่ได้แค่มองหาคำสำคัญ (Keywords) แต่มองหา “บริบท” แบรนด์จึงควรเขียนคำบรรยายสินค้าที่เน้นประโยชน์และวิธีแก้ปัญหา เช่น ระบุว่าสินค้าเหมาะสำหรับใคร หรือใช้ในสถานการณ์ไหน การทำบล็อกแบบ Q&A หรือการระบุรายละเอียดทางเทคนิคแบบ Key/Value จะช่วยให้ AI จับคู่ข้อมูลของเรากับคำถามของผู้ใช้ได้แม่นยำขึ้น
3. Trust Signals: การสร้างความน่าเชื่อถือคือหัวใจ
ในยุคที่ AI มีความฉลาดสูง มันจะคัดกรองเนื้อหาที่อ้างเกินจริงออกไป สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือการแสดงรีวิวจากผู้ซื้อที่ยืนยันตัวตนจริง (Verified Reviews) การได้รับตราสัญลักษณ์ด้านมาตรฐานหรือความยั่งยืน และการมีบทความอ้างอิงจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก สัญญาณเหล่านี้จะช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาของ AI

ก้าวสู่ Agentic Commerce: โอกาสของผู้ที่เริ่มก่อน
ไมโครซอฟท์เน้นย้ำว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ Agentic Commerce ซึ่งหมายความว่าแบรนด์ที่รีบปรับตัว จัดระเบียบข้อมูลให้ AI อ่านง่าย และสร้างความไว้วางใจได้ตั้งแต่วันนี้ จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ถูกค้นพบ แต่จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่คู่แข่งต้องเดินตาม
การตรวจสอบและปรับแต่งแคตตาล็อกสินค้าให้รองรับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่นักการตลาดต้องลงมือทำ เพื่อเปลี่ยน Traffic ที่เคยมี ให้กลายเป็น Influence ที่ยั่งยืน




