ในโลกของการตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยีที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ความกดดันอันดับต้น ๆ ของคนทำงานคือการต้องคิดค้นสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญการตลาดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ฟีเจอร์แอปพลิเคชันที่ล้ำหน้า หรือคอนเทนต์ไวรัลที่สร้างการจดจำตั้งแต่แรกเห็น เรามักถูกสอนให้หมกมุ่นอยู่กับคำว่า Original หรือความเป็นต้นตำรับ จนบางครั้งมันกลายเป็นกำแพงสูงที่ปิดกั้นจินตนาการของเราเอง

แต่ถ้าความจริงแล้วไอเดียใหม่ถอดด้ามไม่มีอยู่จริงล่ะ?

นี่คือแก่นสำคัญจากหนังสือ Steal Like an Artist โดย Austin Kleon ที่ออกมาท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ของคนทำงานสร้างสรรค์ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ชวนให้เราไปลอกเลียนแบบผลงานใครเพื่อทำลายจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่กำลังสอนวิธีต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับแวดวงธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดได้อย่างทรงพลังสุด ๆ

Steal Like an Artist

จงเรียนรู้ที่จะมองหาแรงบันดาลใจจากทุกสิ่ง

ศิลปะและการสร้างสรรค์แท้จริงแล้วคือการนำจินตนาการมาทำให้มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของงานดีไซน์ แคมเปญโฆษณา หรือแม้กระทั่งโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่นักสร้างสรรค์ระดับโลกมักจะรู้กันดี และยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน คือ ไม่มีไอเดียไหนที่เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ปาโบล ปิกัสโซ เคยกล่าวไว้ว่า ศิลปะคือการขโมย ทุกผลงานชิ้นเอกล้วนมีรากฐานมาจากผลงานชิ้นก่อนหน้า

สำหรับนักการตลาด การนั่งจ้องหน้ากระดาษเปล่าเพื่อรอให้ปิ๊งไอเดียลงมาประทับร่างเป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่า สิ่งที่ควรทำคือการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีข้อมูลให้ขโมยอย่างมหาศาล จงเสพคอนเทนต์ให้หลากหลาย อ่านหนังสือ ดูวิดีโอ ฟังสัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค หรือแม้แต่แคมเปญของคู่แข่งข้ามอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่คือความลึกในสิ่งที่เราศึกษา

เคล็ดลับที่คนทำงานควรสร้างให้เป็นนิสัยคือการทำคลังไอเดีย หรือ Swipe File จดบันทึกคำคม โควทโดน ๆ หรือแคปหน้าจอโฆษณาที่รู้สึกว่าน่าสนใจเก็บไว้ วันไหนที่ตีโจทย์งานไม่ออก คลังข้อมูลเหล่านี้แหละจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยจุดประกายไอเดียให้แคมเปญต่อไป

ค้นหาตัวตนและเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผ่านการเรียนรู้จากฮีโร่

หลายครั้งที่แบรนด์ใหม่ ๆ หรือแม้แต่นักการตลาดมือใหม่ มักจะติดหล่มกับคำว่า Brand Identity เราพยายามตีกรอบว่าเราคือใครตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เริ่มทำงาน ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีใครเกิดมาพร้อมกับสไตล์ที่ชัดเจนตั้งแต่แรก เราล้วนเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบฮีโร่ที่เราชื่นชอบ

ลองมองในมุมของธุรกิจ หากคุณกำลังจะสร้างสินค้าใหม่ในตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แล้ว การพยายามฉีกกรอบไปทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นเลยอาจเป็นความเสี่ยงที่สูงเกินไป สิ่งที่ควรทำคือการศึกษาแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ถอดรหัสว่าอะไรคือแก่นที่ทำให้ลูกค้าหลงรัก แล้วนำโครงสร้างนั้นมาปรับใช้ โดยใส่ DNA หรือคุณค่าที่แบรนด์ของคุณมีลงไป

เสน่ห์ของความเป็นมนุษย์คือ เราไม่สามารถก๊อปปี้ใครได้เหมือน 100% ในกระบวนการที่เราพยายามเลียนแบบ Best Practices รอยรั่วหรือความล้มเหลวในการก๊อปปี้ให้เหมือนเป๊ะนั่นแหละ จะกลายเป็นสไตล์และเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเลียนแบบเราได้อีกที

ลองพาตัวเองออกจากหน้าจอ เพราะเทคโนโลยีอาจจำกัดจินตนาการ

เราอยู่ในยุคที่เครื่องมือ MarTech และ AI เข้ามามีบทบาทในทุกอณูของการทำงาน เรามีเครื่องมือทุ่นแรงมากมายที่พร้อมจะพิมพ์ สร้างภาพ หรือวิเคราะห์ข้อมูลให้ภายในเสี้ยววินาที แต่ Austin Kleon ย้ำเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า หน้าจอคอมพิวเตอร์อาจเป็นกรงขังความคิดสร้างสรรค์ชั้นดี

เพราะเทคโนโลยีมักบังคับให้เราแก้ไขไปพร้อม ๆ กับการสร้างสรรค์ทันทีที่เราพิมพ์ข้อความลงไปแล้วเห็นเส้นใต้สีแดงเตือนคำผิด เราก็หยุดชะงักและเสียสมาธิแล้ว ดังนั้น ในขั้นตอนของการ Brainstorm หรือขึ้นโครงโปรเจกต์ใหม่ จงกลับไปหาความอนาล็อก หยิบกระดาษ ดินสอ โพสต์อิท หรือไวท์บอร์ด ปล่อยให้ความคิดพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความเปรอะเปื้อนและไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อได้โครงสร้างที่แข็งแรงพอแล้ว ค่อยกลับมานั่งหน้าจอเพื่อใช้เทคโนโลยีในการขัดเกลาและขยายผล

โปรเจกต์รองและงานอดิเรกคือแหล่งไอเดียชั้นยอด

คนทำงานมักถูกตีกรอบให้โฟกัสกับงานตรงหน้าเพียงอย่างเดียวจนลืมดูแลแพชชั่นอื่น ๆ ในชีวิต หลายคนมองว่างงานอดิเรกเป็นเรื่องไร้สาระและกินเวลา แต่ในความจริงแล้ว Side Project หรือสิ่งที่คุณทำในเวลาว่าง คือแหล่งรวมไอเดียที่บริสุทธิ์ที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณทำด้วยความสนุก ปราศจากความกดดันเรื่อง KPI หรือยอดขาย

ประสบการณ์ที่หลากหลายจากการทำกิจกรรมนอกสายงาน จะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่สร้างสรรค์เมื่อคุณต้องกลับมาแก้ปัญหาทางธุรกิจ ดังนั้น อย่าทิ้งงานอดิเรก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ หรือเรียนเขียนโค้ด สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่คุณคาดไม่ถึงในอนาคต

ความโนเนมคือพรสวรรค์

ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนทำคอนเทนต์คือการไม่มีคนดู แต่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์หรือสร้างตัวตน การที่ยังไม่มีใครรู้จักคุณถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทรงพลังที่สุด! เพราะเมื่อคุณยังไม่มีชื่อเสียง คุณจะไม่มีความกดดันจากความคาดหวัง คุณมีอิสระที่จะทดลองทำคอนเทนต์แปลกๆ A/B Testing แคมเปญใหม่ ๆ หรือพูดในสิ่งที่แตกต่าง

จงใช้โอกาสนี้ในการสร้างคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ของตัวเองขึ้นมา นำเสนอผลงานหรือมุมมองที่คนอื่นมองข้าม การเปิดเผยกระบวนการทำงาน หรือแชร์สิ่งที่คุณกำลังเรียนรู้ให้โลกรู้ จะช่วยสร้างแรงดึงดูดให้คนที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามารวมตัวกัน และเมื่อถึงวันที่คอนเทนต์ของคุณเกิดไวรัล คุณจะมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว

ดูแลชีวิตให้ดี เพราะศิลปะระยะยาวต้องใช้พลังงาน

ลืมภาพจำของศิลปินที่ต้องทนทุกข์ อดหลับอดนอน หรือใช้ชีวิตแบบพังทลายเพื่อแลกกับผลงานชิ้นเอกไปได้เลย การทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือการตลาดที่ต้องใช้สมองอย่างหนักหน่วง เรียกร้องให้คุณต้องมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

นอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่ดี และที่สำคัญคืออย่าเพิ่งรีบลาออกจากงานประจำ หากคุณกำลังพยายามปั้นแบรนด์หรือทำธุรกิจส่วนตัว การมีงานประจำที่ให้รายได้สม่ำเสมอจะช่วยลดความเครียดเรื่องปากท้อง ทำให้คุณมีอิสระทางความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเช่าบ้าน งานประจำยังช่วยฝึกฝนวินัยและเปิดโอกาสให้คุณได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ ที่อาจกลายมาเป็นคอนเนคชั่นสำคัญในอนาคต

ศิลปะและการทำธุรกิจล้วนเป็นเรื่องของจินตนาการที่ถูกนำมาทำให้จับต้องได้ การเริ่มต้นหน้ากระดาษเปล่ามักเป็นเรื่องยากเสมอ แต่แนวคิด Steal Like an Artist จะเป็นเหมือนเข็มทิศที่ช่วยปลดล็อกความกังวลนั้น การยอมรับว่าทุกสิ่งคือการต่อยอด จะทำให้เรากล้าที่จะศึกษาวิธีคิดของผู้ที่ประสบความสำเร็จ สกัดเอาแก่นที่แท้จริงออกมา ผสมผสานกับบริบทและประสบการณ์ส่วนตัว จนเกิดเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร

การทำงานสร้างสรรค์ไม่ได้ต้องการปาฏิหาริย์ แต่ต้องการความสม่ำเสมอ การจัดการชีวิตที่ดี และความกล้าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่จากรากฐานเดิม ท้ายที่สุดแล้ว ผลงานที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ผลงานที่เกิดจากไอเดียที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน แต่คือผลงานที่สามารถแก้ปัญหาและเข้าถึงใจผู้คนได้อย่างลึกซึ้งที่สุดต่างหาก การตลาดก็เช่นเดียวกัน การรู้จักนำสิ่งรอบตัวมาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถเติบโตและทิ้งทวนความประทับใจไว้ในตลาดได้อย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: