TCEB ตั้งเป้าหมายใหญ่ พางานแสดงสินค้าของไทย สู่ Net Zero Carbon Events ภายในปี 2050

เป้าหมายนี้กำลังสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม Trade Exhibition ที่ความสำเร็จของการจัดงานไม่ได้วัดจากเพียงขนาดพื้นที่ ความสวยงามของบูท หรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึง Carbon Footprint และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) จึงเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรม MICE และงานแสดงสินค้าของไทยให้สอดรับกับแนวทางความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการจัดงานในอนาคต

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องเริ่มมองให้ไกลกว่า “พื้นที่ตารางเมตร” และเตรียมพร้อมรับเทรนด์ Trade Exhibition 2030 ที่เรื่องของ Carbon Footprint กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญทางธุรกิจ

งานมิตรทอร์ค ครั้งที่ 6 หัวข้อ SUSTAINABLE STAND – From Global Practice to Practical Solutions คุณภัทร์ ศาสตร์รุ่ง ผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานพัฒนาอย่างยั่งยืน ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์จากทีเส็บ ได้แชร์เทรนด์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อบังคับเรื่อง การกำหนด Carbon Footprint 

เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ และนี่ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ไฟลต์บังคับ” ที่ผู้ประกอบการผู้จัดงานและซัพพลายเออร์ต้องทำความเข้าใจและปรับตัว งานจัดแสดงสินค้าคือพื้นที่ในการขายโอกาสทางธุรกิจ  

ซึ่งในเวลานี้โอกาสเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่ “ธุรกิจสีเขียว” อย่างเต็มตัว

เมื่อเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องลดการใช้พลังงานได้จริง 

ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงคือการตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero Carbon Events ภายในปี 2050 โดยมีหมุดหมายระยะสั้นที่สำคัญคือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ถึง 50% ภายในปี 2030 ความน่าสนใจของแนวทางนี้คือการเปลี่ยนมุมมองต่อการทำ Net Zero Carbon จากเดิมที่หลายองค์กรมักใช้วิธีการชดเชยคาร์บอนแนวทางใหม่ จะมุ่งเน้นไปที่การ “ลด เลี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” เพื่อลดการปล่อยก๊าซให้ได้ถึง 90% และใช้การชดเชยเพียงแค่ 10% เท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าก๊าซเรือนกระจกในงานแสดงสินค้า มาจากไหน สถิติชี้ให้เห็นสัดส่วนหลัก ดังนี้

  • พลังงาน (Energy): 35%
  • การผลิตและขยะมูลฝอย (Production & Solid Waste): 25%
  • อาหารและขยะอาหาร (Food & Food Waste): 15%
  • การขนส่งและโลจิสติกส์ (Freight & Logistics): 15%
  • การเดินทางของผู้จัดแสดง (Exhibitor Travel): 10%

6 เทรนด์ความยั่งยืนโลกที่จะกำหนดทิศทางงานแสดงสินค้าปี 2030

เพื่อตอบรับกับเป้าหมายดังกล่าว อุตสาหกรรมจำเป็นต้องเข้าใจ 6 เทรนด์หลักที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ระดับโลก

  1. Net Zero Carbon: การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์, ลม, น้ำ) และการใช้ AI เข้ามาช่วยติดตามการปล่อยคาร์บอน ครอบคลุม Scope 1-3
  2. Regenerative Practices:งานจัดแสดงต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น การฟื้นฟูระบบนิเวศสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นหรือลงทุน ในโครงการความหลากหลายทางชีวภาพ
  3. Mandatory ESG Reporting: การรายงาน ESG จะกลายเป็นภาคบังคับ ผู้จัดงานต้องปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานอย่าง CSRD, ISSB และ GRI ความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการหาสปอนเซอร์และการระดมทุน
  4. Circular Economy: บูทและวัสดุต้องถูกออกแบบมาเพื่อการใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยวัสดุชีวภาพ
  5. Digital Transformation: การดำเนินงานแบบไร้กระดาษ ป้ายชื่ออัจฉริยะ และการเข้าร่วมงานแบบเสมือนจริง (Virtual) จะช่วยลดการใช้ทรัพยากร รูปแบบงานไฮบริดยังช่วยลดคาร์บอน จากการเดินทางได้อีกด้วย
  6. Social Equity: ผนวกความหลากหลาย ความเท่าเทียม และหลักปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรมเข้ากับการวางแผนงาน พร้อมสนับสนุนให้ SME ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม

กรอบการเปลี่ยนผ่าน 3 ระดับ จาก Sustainable สู่ Regenerative

ภายในปี 2030 เป้าหมายของงานแสดงสินค้า จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความยั่งยืน (Sustainability) แต่ต้องก้าวไปสู่การฟื้นฟู (Regenerative) อย่างเต็มรูปแบบ การปรับตัวแต่เนิ่นๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อีเวนต์ในไทยและอาเซียนก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม MICE ได้ โดยกรอบการเปลี่ยนผ่านนี้ แบ่งออกเป็น 3 ระดับสำคัญ คือ

ระดับที่ 1 : Sustainable (ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) เริ่มจากการลดการใช้พลาสติก ลดการใช้พลังงาน และลดปริมาณขยะ เป็นการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่เร็วที่สุด

ระดับที่ 2 : Circular (ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า)

เลือกใช้วัสดุที่ใช้ซ้ำได้ รีไซเคิล และหมุนเวียนวัสดุ พร้อมปรับกระบวนการออกแบบและจัดการอย่างเป็นระบบ แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ต้องถูกสร้างให้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ

ที่ใช้งานได้จริง

ระดับที่ 3 : Regenerative (สร้างคุณค่าเชิงบวก) พัฒนาระบบนิเวศใหม่ที่รวมถึงสิ่งแวดล้อม สนับสนุน SME/Startup และพัฒนาทักษะโอกาสใหม่ๆ แนวทางนี้ไม่ใช่แค่การพยุงให้คงอยู่ แต่เป็นการ “ฟื้นสร้าง” ให้ทุกอย่างงอกใหม่กลับมาครบสมบูรณ์ ถือเป็นเครื่องมือเร่งด่วนที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในโลกยุคนี้

การมุ่งสู่ Regenerative Exhibitions เป็นการสร้างคุณค่า แบบก้าวกระโดดใน 4 มิติ ได้แก่ 

  1. การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
  2. การยกระดับผู้คนและทักษะ
  3. การฟื้นฟูพื้นที่และธรรมชาติ 
  4. การเปิดโอกาสสู่การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม 

ดังนั้น ผู้จัดงานต้องตั้งคำถามว่า ชุมชนในท้องถิ่นมีความพร้อม และทักษะหรือไม่ ทั้งยังต้องพยายามจับคู่ธุรกิจสีเขียวให้พบกับลูกค้าและนักลงทุนอีกด้วย 

ESG by Design และอนาคตของการจัดบูท (Circular Booths)

การรายงานผลงานด้าน ESG (ESG report) ไม่ใช่แค่การจดบันทึกตัวเลข Carbon footprint อีกต่อไป แต่คือการรายงานว่าผู้จัดงานได้ลงมือทำอะไร เพื่อความยั่งยืนบ้าง 

ทั้งนี้ Carbon Data จะกลายเป็นเปรียบเสมือน ใบอนุญาต ในการดำเนินธุรกิจ ที่ใช้วัดการปล่อยก๊าซครอบคลุมทุกแหล่ง (Scope 1, 2, 3) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ แนวคิด ESG by Design จึงถูกนำมาใช้ นั่นคือการบูรณาการความยั่งยืน เข้าไปตั้งแต่การเริ่มต้นแนวคิด การจอง ไปจนถึงหลังจบงาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ “วางแผน 3 ชาติ” ที่ต้องดีไซน์กระบวนการตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการใช้วัสดุในภาคปฏิบัติ

อย่างไรก็ตามการสร้างสรรค์บูทให้สวยงามไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุสิ้นเปลืองแบบเดิม แต่ผู้จัดงานสามารถใช้ Digital Solutions เข้ามาแทนที่ แผ่นป้ายกระดาษหรือบอร์ดนิทรรศการ การออกแบบบูทหมุนเวียน มีแนวปฏิบัติที่ดี ดังนี้

  • ใช้โครงสร้างแบบโมดูลาร์ ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุชีวภาพ เช่น ไม้ไผ่ หรือพลาสติกชีวภาพ
  • ใช้เทคโนโลยีติดตามการใช้ทรัพยากร 
  • ลดการใช้กระดาษด้วย QR Code และแอปพลิเคชัน
  • จัดทำ “สัญญาสีเขียว” กับซัพพลายเออร์ เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถ ทำคนเดียวได้ ต้องพัฒนาและออกแบบไปพร้อมกันทั้งอีโคซิสเต็ม

พร้อมกันนี้ ต้องมีตัวชี้วัด (KPIs) ที่ชัดเจน เช่น อัตราการจัดการขยะ (Waste Diversion Rate), ปริมาณคาร์บอนต่อผู้เข้าร่วมงาน (Carbon Emissions per Attendee) และเปอร์เซ็นต์การนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำ (Material Reuse Percentage)

ก้าวข้าม “Ego” สู่ “Eco” ก้าวต่อไปของทีเส็บในปี 2030

ดังที่คุณ ทรงกลด บางยี่ขัน จาก The Cloud ได้ตั้งคำถามไว้ อย่างน่าสนใจว่า “ทำไมเราต้องทำเรื่อง Sustain” บางครั้งมนุษย์มักเอาตัวเอง ไปไว้ในจุดที่เล็กที่สุดในห่วงโซ่อาหาร และคิดเพียงว่าความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของเราคงทำอะไรไม่ได้มาก เมื่อโลกหมุนไปข้างหน้าหรือบางครั้งคนเราก็ไม่ได้รู้สึกถึงปริมาณคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วยซ้ำ 

แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เมื่อคนในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอิทธิพล คนดัง และกลุ่มคนที่มีทุนทรัพย์ พร้อมที่จะเปลี่ยนจากคำว่า Ego มาเป็น Eco

อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์ของทีเส็บ ในปี 2030 ชี้ชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีข้อมูล ที่แข็งแกร่งเพื่อก้าวไปสู่เวทีระดับโลก การดำเนินงานจะถูกขับเคลื่อนผ่านกรอบ ESG & Standards, การสร้าง Strategic Partnerships และ Path to Net Zero

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมาตรวัดความสำเร็จของอุตสาหกรรม จากเดิมที่เคยวัดผลกำไรผ่าน “ตารางเมตรที่ขายได้” สู่การมุ่งเน้นไปที่ “ผลกระทบเชิงบวกที่สร้างขึ้น” อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือความท้าทายใหม่ที่ธุรกิจ MICE ต้องเร่งทำความเข้าใจ 

หากใครปรับตัวได้ก่อนย่อมหมายถึงการคว้าโอกาสทางธุรกิจในยุคที่โลกไม่ยอมประนีประนอมกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: