รายงานล่าสุดของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) คณะเศรษฐศาสตร์ ที่ได้เปิดเผยดัชนีการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศไทย หรือ Thailand Digital Transformation Index (TDTI) เป็นครั้งแรก กลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า แม้เราจะมี “ถนน” (โครงสร้างพื้นฐาน) ที่ดีระดับโลก แต่เรากลับขาด “คนขับรถ” (ทักษะ) ที่เชี่ยวชาญพอจะพาประเทศไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้
วันนี้ Thumbsup จะพาไปเจาะลึก 6 มิติสำคัญจากรายงานฉบับนี้ เพื่อสำรวจว่า “จุดแข็ง” และ “จุดอ่อน” ที่แท้จริงของดิจิทัลไทยอยู่ที่ตรงไหน และทางออกของเรื่องนี้คืออะไร
ดิจิทัลไทยคือเบอร์ 1 ของอาเซียน
ข้อมูลจาก DEIIT ระบุชัดเจนว่า ในมิติ การเข้าถึงเทคโนโลยี ประเทศไทยได้คะแนนสูงถึง 80.76 คะแนน ซึ่งไม่ใช่แค่การเป็นที่หนึ่งในอาเซียนที่แซงหน้าทั้งมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ตัวเลขนี้ยังอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในสหภาพยุโรปที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 คะแนนอีกด้วย
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า “การเข้าถึงอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตไม่ใช่ Pain Point ของคนไทยอีกต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งมากสำหรับการทำ Digital Transformation ในระดับประเทศ

วิกฤต “Soft Skills” ในคราบ “Hard Tech”
แม้ฮาร์ดแวร์จะล้ำ แต่ทักษะคนกลับสวนทาง เมื่อเจาะลึกลงไปที่ ทักษะดิจิทัล ไทยได้คะแนนเพียง 44.04 คะแนน และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ที่ได้เพียง 35.46 คะแนน เท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า คนไทยส่วนใหญ่ “ใช้เป็น” แต่ “สร้างไม่ได้” หรือไม่เข้าใจกลไกเชิงลึกที่จะนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดงานทั่วโลกกำลังโหยหา
ปรากฏการณ์ “YouTube-TikTok University”
จุดที่น่าสนใจที่สุดของรายงานนี้คือ แหล่งที่มาของความรู้ดิจิทัล คนไทยมีคะแนน การเรียนรู้ด้วยตนเอง สูงถึง 64.91 คะแนน ซึ่งสูงกว่าการเรียนรู้ในระบบสถาบันการศึกษา (ที่ได้เพียง 20.61 คะแนน) ถึง 3 เท่า!
ดร.ภัทรพงศ์ มาลาวัลย์ นักวิจัยจาก DEIIT วิเคราะห์ว่า แม้ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok หรือคอร์สออนไลน์จะเป็นเรื่องดี แต่มันสร้าง “ช่องว่างของทักษะ” เพราะการเรียนรู้แบบไม่มีระบบระเบียบมักขาดพื้นฐานความเข้าใจเรื่อง AI Literacy ที่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Expert หรือการทำงานเชิงอุตสาหกรรมได้
AI Productivity ใช้เพื่อ “สบาย” แต่ยังไม่ “รวย”
ในมิติ ผลิตภาพจากการใช้ AI ประเทศไทยได้คะแนน 48.08 แม้คนไทยจะเริ่มนำ AI (เช่น ChatGPT, Gemini หรือ AI Gen รูปภาพ) มาใช้งานเพื่อลดเวลาการทำงาน แต่ผลลัพธ์ในการ “เพิ่มรายได้” กลับมีคะแนนต่ำที่สุด
เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่ม OECD เราจะเห็นความต่างอย่างชัดเจน ในต่างประเทศ AI ถูกใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น AI Content Marketing ระดับสูง, งาน AI Graphic ที่ลดต้นทุนการผลิตมหาศาล หรือการเป็นที่ปรึกษาด้าน Automation แต่สำหรับคนไทย AI ยังคงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ “ช่วยงานจิปาถะ” มากกว่าเครื่องมือสร้าง “กำไร”

ภาครัฐดิจิทัล มาถูกทางแต่ยังไม่ Smooth
ด้าน บริการภาครัฐดิจิทัล ได้ไป 64.08 คะแนน ถือว่าเป็นทิศทางที่ดี ประชาชนเริ่มคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันและบริการออนไลน์ของรัฐ แต่ Pain Point หลักที่ผลสำรวจระบุคือ “ความลื่นไหล” และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังดูเหมือนทำงานแยกส่วนกัน ทำให้ความเร็วในการให้บริการยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร
สรุป 3 ช่องว่างใหญ่ที่ไทยต้องข้ามให้พ้น
จากผลการสำรวจ TDTI ครั้งนี้ สามารถสรุปช่องว่างที่เป็น “ตัวถ่วง” ของประเทศได้เป็น 3 ประเด็นหลัก
- Access vs. Skill: มีเครื่องมือชั้นดี แต่ใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- Skill vs. Productivity: มีความรู้พื้นฐาน แต่สร้างผลงานเชิงเศรษฐกิจไม่ได้
- Usage vs. Return: ใช้เทคโนโลยีเยอะ แต่รายได้ไม่เพิ่มตาม
จาก Digital Access สู่ Digital Capability
ศูนย์วิจัย DEIIT ได้เสนอทางออกที่เฉียบคมว่า รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องเลิกโฟกัสแค่การ “ขยายเน็ต ขยายเครื่อง” แต่ต้องหันมาสร้าง Digital Capability อย่างจริงจัง ผ่าน 4 กลยุทธ์:
- AI for Productivity: ส่งเสริมการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ในภาคธุรกิจ
- AI for SMEs: จุดอ่อนของไทยคือ SME ยังเข้าไม่ถึง AI ที่ช่วยเพิ่มการแข่งขันได้จริง
- Systematic AI Upskilling: ปฏิรูประบบการศึกษาและสร้างหลักสูตร AI Literacy ที่เป็นมาตรฐานสากล
- Supportive Ecosystem: การสร้าง “AI Sandbox” และมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง
ประเทศไทยมี “ต้นทุน” ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่เรากำลังยืนอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หากเราไม่รีบปิดช่องว่างด้านทักษะ AI และเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “ความสะดวก” มาเป็นการใช้เพื่อ “มูลค่า” เราอาจเป็นได้เพียงผู้บริโภคในโลกดิจิทัล แทนที่จะเป็นผู้เล่นคนสำคัญในเวทีโลก


