The 5 Elements of Effective Thinking

เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนบางคนถึงดูเหมือนมีไอเดียผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน? หรือทำไมบางแคมเปญการตลาดถึงดูเฉียบคมราวกับถูกคิดค้นโดยอัจฉริยะ?

ในโลกการทำงาน โดยเฉพาะวงการเอเจนซี่ การตลาด หรือ Tech Startup เรามักจะติดกับดักความเชื่อที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ หรือ การแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด ใครมีก็โชคดีไป ใครไม่มีก็ต้องก้มหน้าทำงานรูทีนต่อไป

แต่วันนี้ Thumbsup อยากชวนทุกคนมาล้างความคิดเดิม ๆ นั้นทิ้งไป เพราะหนังสือ The 5 Elements of Effective Thinking โดย Edward B. Burger และ Michael Starbird ได้พิสูจน์แล้วว่าการคิดที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ เหมือนกับการเล่นดนตรีหรือเขียนโค้ด

ถ้าคุณอยากอัปเกรด Mindset การทำงาน เปลี่ยนตัวเองจากคนทำงานตามสั่ง ให้เป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม ลองมาทำความเข้าใจ 5 องค์ประกอบ หรือ 5 ธาตุที่จะเปลี่ยนสมองของคุณให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นกัน

The 5 Elements of Effective Thinking

ธาตุดิน พลังแห่งความเข้าใจที่รากฐาน

ถ้าอยากบินให้สูง ต้องยืนให้แน่น

ในโลกการตลาดที่หมุนเร็ว ทุกคนอยากกระโดดไปทำ AI Marketing, Metaverse หรือใช้ MarTech ล้ำ ๆ ทันที แต่บ่อยครั้งที่เราล้มเหลวเพราะเรามองข้ามพื้นฐาน

ธาตุดินสอนให้เรา Deep Understanding การคิดที่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากการรู้กว้างแบบผิวเผิน แต่เกิดจากการรู้ลึกในแก่นแท้ของเรื่องนั้น ๆ

สำหรับนักการตลาดธาตุดินคือการกลับไปตั้งคำถามกับ Basic Marketing

  • คุณเข้าใจ Consumer Journey จริง ๆ หรือแค่จำมากจากตำรา?
  • Product ของคุณแก้ Pain Point ได้จริง หรือแค่คิดไปเอง?
  • Data ที่มีอยู่ คุณคลีนมันดีพอหรือยัง ก่อนจะเอาไปรัน Model?

การยอมรับว่าตัวเองรู้น้อย หรือลืมพื้นฐานไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความเป็นมืออาชีพ หากคุณติดขัดกับโจทย์ยาก ๆ ลองถอยกลับมาที่จุดเริ่มต้น เจาะลึกในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นมองข้าม นั่นแหละคือที่ซ่อนของ Insight ที่ทรงพลังที่สุด

ธาตุไฟ จุดประกายจากความล้มเหลว

ความผิดพลาดคือเชื้อเพลิง ไม่ใช่จุดจบ

Edward B. Burger ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า เพื่อให้แก้ปัญหานี้สำเร็จ ผมต้องล้มเหลวสัก 9 ครั้ง เพื่อให้ครั้งที่ 10 ประสบความสำเร็จ

ธาตุไฟคือการ กล้าที่จะผิดพลาด วัฒนธรรมองค์กรไทยหลายแห่งสอนให้เรากลัวความผิดพลาด เราจึง Play Safe ทำแคมเปญเดิม ๆ ที่การันตีผลลัพธ์ปานกลาง มากกว่าจะเสี่ยงทำสิ่งใหม่ที่อาจจะปังหรือพังก็ได้

แต่ในสมรภูมิยุคดิจิทัล ความล้มเหลวคือ Feedback Loop ที่รวดเร็วที่สุด

  • A/B Testing: คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ธาตุไฟ เราทดสอบเพื่อดูว่าอะไรไม่เวิร์กเพื่อคัดเหลือแต่สิ่งที่ใช่
  • Crisis Management: เมื่อเกิดดราม่า แบรนด์ที่ฉลาดจะไม่หนี แต่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดและแก้ไขอย่างจริงใจ

เปลี่ยน Mindset ต่อความล้มเหลวเสียใหม่ มองมันเป็น Data Point จุดหนึ่งที่บอกว่าทางนี้ไม่ใช่เพื่อให้คุณเข้าใกล้ทางที่ใช่ได้เร็วขึ้น ยิ่งล้มเร็ว ยิ่งลุกเร็ว ยิ่งสำเร็จเร็ว

ธาตุลม สร้างสรรค์คำถาม พลิกมุมมอง

เป็นโสกราตีสในห้องประชุม

เคยไหมที่นั่งประชุม Brainstorming กันเงียบกริบ หรือทุกคนเออออห่อหมกไปกับไอเดียของหัวหน้า? นั่นคือสัญญาณอันตราย ธาตุลมคือการ ตั้งคำถาม เปรียบเสมือนอากาศที่มองไม่เห็น แต่จำเป็นต่อการจุดติดทางปัญญา

การคิดแบบมีประสิทธิภาพไม่ใช่การหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว แต่คือการตั้งคำถามที่ท้าทายสมมติฐานเดิม ๆ

  • “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…”
  • “ทำไมเราถึงต้องทำแบบนี้? มีวิธีอื่นไหม?”
  • “ถ้าเราทำตรงกันข้ามกับคู่แข่งล่ะ?”

นักการตลาดที่เก่งไม่ใช่คนที่มีคำตอบทุกอย่าง แต่เป็นคนที่ตั้งคำถามที่ทำให้ทีมต้องหยุดคิดและมองเห็นมุมมองใหม่ ๆ การตั้งคำถามที่ดีจะช่วยเคลียร์หมอกควันแห่งความไม่รู้ และเผยให้เห็นโอกาสทางการตลาดที่ซ่อนอยู่

ธาตุน้ำ การไหลเวียนของไอเดีย

ไม่มีไอเดียใดเกิดจากความว่างเปล่า

หลายคนเชื่อว่านวัตกรรมคือสิ่งที่อยู่ดี ๆ ก็ ปิ๊ง ขึ้นมาเหมือนหลอดไฟสว่างวาบ แต่ธาตุน้ำสอนว่า ไอเดียมีการไหลเวียนและสืบเนื่อง

นวัตกรรมส่วนใหญ่ในโลกเกิดจากการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิม iPhone ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดจากการรวมกันของโทรศัพท์ เครื่องเล่นเพลง และอินเทอร์เน็ต

ในมุมของการทำงาน:

  • อย่ารอให้ไอเดียสมบูรณ์แบบ 100% แล้วค่อยลงมือทำ ปล่อยให้มันไหลออกมา เริ่มจาก Draft แรกที่อาจจะห่วยแตก แล้วค่อย ๆ ปรับปรุง
  • ศึกษา Case Study ในอดีต ดูงานของคู่แข่ง หรือแม้แต่อุตสาหกรรมอื่น ๆ แล้วนำมาปรับใช้กับแบรนด์ของคุณ
  • เมื่อเจอทางตัน อย่าหยุด ให้ไหลเลาะไปทางอื่นเหมือนสายน้ำ เปลี่ยนบริบท เปลี่ยนสภาพแวดล้อม แล้วไอเดียใหม่ ๆ จะเกิดขึ้น

ธาตุที่ 5 คือการเปลี่ยนแปลง

คิดแล้วไม่เปลี่ยน ก็เหมือนไม่ได้คิด

ธาตุสุดท้ายคือหัวใจสำคัญที่สุด นั่นคือ การเปลี่ยนแปลง

เราเรียนรู้ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไปเพื่ออะไร? เพื่อให้เราสามารถ เปลี่ยนแปลง ตัวเองและผลลัพธ์ได้ การมีความรู้ท่วมหัวแต่ไม่ลงมือทำ หรือไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ไร้ค่า

สำหรับคนทำงาน การเปลี่ยนแปลงไม่ต้องเริ่มจากเรื่องยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท แต่เริ่มจาก Small Wins:

  • ลองเปลี่ยนเส้นทางการขับรถไปทำงาน เพื่อกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว
  • ลองเปลี่ยนวิธีการเขียนอีเมลขายงาน
  • ลองคุยกับคนแผนกอื่นที่คุณไม่เคยคุยด้วย

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้จะสะสมจนกลายเป็นนิสัย และนิสัยแห่งการกล้าเปลี่ยนนี่แหละที่จะทำให้คุณเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในโลกยุค Disruption

Thumbsup มองว่า การเป็นนักคิดที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องของพันธุกรรม แต่เป็นเรื่องของ วินัยทางความคิด

เมื่อคุณเจอปัญหาครั้งหน้า ลองเช็กตัวเองดู:

  1. ดิน: เราเข้าใจพื้นฐานเรื่องนี้ดีพอหรือยัง?
  2. ไฟ: เรากล้าเสี่ยงที่จะผิดพลาดเพื่อเรียนรู้ไหม?
  3. ลม: เราตั้งคำถามที่ท้าทายพอหรือยัง?
  4. น้ำ: เรากำลังต่อยอดไอเดียจากสิ่งที่มีอยู่หรือไม่?
  5. การเปลี่ยนแปลง: เราพร้อมที่จะเปลี่ยนวิธีการเดิม ๆ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ ๆ หรือเปล่า?

ลองนำ 5 ธาตุนี้ไปปรับใช้กับการทำงานในวันพรุ่งนี้ แล้วคุณจะพบว่า ความอัจฉริยะสร้างเองได้ และมันอยู่ในมือของคุณแล้ว

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: