โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เรามีเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้นในการกำหนดทิศทางว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางวิกฤตความผันผวน ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่กำลังก่อตัวเป็น “พายุสมบูรณ์แบบ” คำถามสำคัญคือ ภาคธุรกิจและคนทำงานจะเอาตัวรอดและเติบโตในยุคที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวได้อย่างไร?
ทีมงาน thumbsup ได้เข้าร่วมฟังเนื้อหาที่น่าสนใจและได้ฟังการสรุปจากคนเขียนตัวจริง นี่คือประเด็นสำคัญจากการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ “Unbeatable วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะ ในทุกสถานการณ์” โดย “กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. (House of Wisdom) และผู้นำวงการเทคโนโลยีของไทย ที่ได้มาฉายภาพอนาคตของโลกธุรกิจ พร้อมเปิดตัวคัมภีร์ How-To ที่กลั่นกรองจากความล้มเหลวและบาดแผลตลอดเส้นทางการทำงาน เพื่อสร้าง “ระบบปฏิบัติการทางความคิด” ให้คนไทยพร้อมรับมือกับโลกในยุคที่ความปั่นป่วนคือความปกติใหม่

5 ปีชี้ชะตาอนาคต ยุคแห่งต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงที่ทวีคูณ
นายเรืองโรจน์ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยและอีกกว่า 76 ประเทศทั่วโลก เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้นและจะคงอยู่อย่างยาวนาน โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่บีบคั้น ทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโครงสร้างต้นทุนใหม่ที่สูงขึ้น ซึ่งนำมาสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
แม้จำนวนประชากรที่มีความมั่งคั่งจะเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลก แต่ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มหาศาลเช่นกัน ปัจจุบันความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับตัวสินค้าและบริการเพียง 38% เท่านั้น ขณะที่อีก 43% ของความสำเร็จถูกกำหนดโดย “ปัจจัยภายนอก” แบบ 100%
ปัจจัยภายนอกที่ว่านี้คือความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และระเบียบโลกเก่าที่กำลังถูกท้าทาย หากประเทศหรือองค์กรใดไม่ปรับตัว การเอาตัวรอดในสังคมที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์อันตึงเครียดจะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

จับตา Megatrends คลื่นยักษ์ที่กำลังถาโถม
เพื่อที่จะอยู่รอดและปรับตัวให้ทันกระแสโลก การทำความเข้าใจ Megatrends จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นายเรืองโรจน์ได้เน้นย้ำถึงแนวโน้มสำคัญที่จะพลิกโฉมโลก ได้แก่:
- วิกฤตทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม: โลกกำลังใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด ทำให้เราอยู่ในสภาวะ “ต้องชดใช้หนี้” ทางธรรมชาติ วิกฤตน้ำขาดแคลนจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยประชากรถึง 60% ของโลกจะเผชิญความเครียดและยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งน้ำ นอกจากนี้ ภายในปี 2050 สภาพอากาศที่ร้อนจัดจะส่งผลกระทบต่อสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ ทำให้คนมีแนวโน้มใจร้อนและเกรี้ยวกราดขึ้นถึง 41%
- สังคมสูงวัยขั้นสุด (Hyper-Aging Society): จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว สวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลงจนต่ำกว่าระดับการทดแทนประชากร แม้คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ต่อตลาดแรงงาน
- การกระจุกตัวของประชากรและทักษะ: โลกจะแออัดมากขึ้นจากการที่ผู้คนหลั่งไหลกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ในขณะเดียวกัน เด็กยุคใหม่ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดจะมีจำนวนน้อยลง ส่งผลให้ 60% ของคนทำงานในปัจจุบันต้องการการฝึกอบรมใหม่ และ Reskill ทักษะแกนหลัก อย่างเร่งด่วน
4 ฉากทัศน์โลกอนาคต (4 Scenarios of the Future)
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะนำพาโลกไปสู่ทิศทางใด? นายเรืองโรจน์ได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นไว้ 4 รูปแบบ ดังนี้
- AI Abundance: ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานแทนมนุษย์แทบทุกอย่าง เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดที่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ ของโลก
- Battling Blocs: โลกแตกออกเป็นขั้วอำนาจ นำไปสู่การปะทะกันในหลายมิติ รวมถึงสงครามไซเบอร์และการต่อสู้ของแฮกเกอร์ข้ามชาติ
- Climate Club: ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม คาดว่าในปี 2040 จะเกิดการรวมกลุ่มรักษ์โลก นำโดย G7 ซึ่งจีนและอินเดียจะเข้ามาร่วมด้วย สถานการณ์ที่บีบคั้นจะบีบให้โลกต้องหันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหา Climate Change อย่างจริงจัง และนำไปสู่การร่วมมือปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2050
- Digital Darwinism: ยุคที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และเจ้าของแพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือรัฐบาล เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของสังคม มนุษย์จะเสพติดการใช้ AI และเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) มากขึ้น ทรัพยากรและอำนาจจะตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนและคนรวยมากกว่าภาครัฐ
โลกคือทะเลคลั่ง สู่คัมภีร์ “Unbeatable” ทักษะเอาชีวิตรอดแห่งปี 2027
เมื่อ 43% ของความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก โลกข้างนอกจึงเปรียบเสมือน “ทะเลคลั่ง” ที่จะยิ่งบ้าคลั่งและหน่วงหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่ผันผวนเช่นนี้ การตามหา “สูตรสำเร็จ” หรือต้นแบบในการทำงานแบบเดิมๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
เราอาจคาดหวังให้โลกใจดีกับเราไม่ได้ แต่เราสามารถวางแผนเพื่อเอาตัวรอดได้ นี่คือจุดกำเนิดของหนังสือ “Unbeatable วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะ ในทุกสถานการณ์” ที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จของหนังสือ “Move Heaven and Earth” นายเรืองโรจน์ได้นำบทเรียนจากความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในวงการเทคโนโลยี การปั้นสตาร์ทอัพ และการบริหารองค์กร มาสกัดเป็น How-To 10 บท ความยาวกว่า 200 หน้า เพื่อสร้าง “ทักษะที่คนไทยต้องมีติดตัวภายในปี 2570”
เนื้อหาของ Unbeatable ถูกออกแบบโครงสร้างความคิดเป็น “พีระมิด 3 ระดับ” เพื่อรับมือกับทะเลคลั่งจากโลกภายนอก
- ระดับฐานราก: การจัดการอารมณ์และปัญหารายวัน เริ่มต้นจาก “กฎ 90 วินาที” เทคนิคการตัดจบความหงุดหงิดเล็กๆ น้อยๆ (เช่น การถูกขับรถปาดหน้า) ก่อนที่อารมณ์ชั่ววูบจะลุกลามสร้างความเสียหายต่อหน้าที่การงาน มนุษย์ยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์สูงมาก หากสะสมพลังลบไว้ก็จะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย ควบคู่ไปกับการสร้างวินัย และทักษะการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
- ระดับกลาง : การเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงขึ้น หนังสือได้นำเสนอเครื่องมืออย่าง “กฎ 9 นาที” และ “กฎ 90 นาที” รวมถึงแนวคิดการอยู่กับความทุกข์โดยไม่จมปลัก และการสร้างความยืดหยุ่นทางใจ เพื่อให้ล้มแล้วลุกกลับมายืนได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
- ระดับยอดพีระมิด : การเปลี่ยนผ่านตัวตนจากภายใน ซึ่งเหนือกว่าแค่การฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่จุดเดิม แต่คือการเติบโต ค้นพบศักยภาพใหม่จากวิกฤต และก้าวไปสู่สิ่งที่เราคู่ควรอย่างแท้จริง
นายเรืองโรจน์กล่าวเปรียบเปรยไว้อย่างน่าสนใจว่า “คุณไม่ใช่เรือลำเล็กบนทะเลคลั่ง เพราะทะเลคลั่งคือใจของคุณ ไม่ใช่โลกภายนอก” เมื่อใจเราสงบนิ่ง เราก็จะสามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคไปได้ นี่คือเหตุผลที่แม้แต่นักเขียนแนว How-to ระดับมหาเศรษฐี ยังระบุไว้ในบทแรกว่าต้องเริ่มต้นที่ “การนั่งสมาธิ” เพื่อจัดการจิตใจ และเป็นคำตอบว่าทำไมคนเก่งหลายคนจึงหันมาพึ่งพาสายธรรมะและการนั่งสมาธิ เพราะการรู้จัก “ปล่อยวาง” คือกุญแจสำคัญสู่ความสุขและความสำเร็จท่ามกลางความกดดัน

โอกาสของประเทศไทยและอนาคตการทำงาน
ในช่วงท้ายของการตอบคำถาม นายเรืองโรจน์ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญของประเทศไทยท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก ประเทศไทยควรฉกฉวยจังหวะนี้ในการดึงดูดห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังย้ายฐานการผลิต การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูงและการลงทุนใหม่ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยี ไทยมีศักยภาพในการพัฒนา “Small AI” เป็นของตนเอง และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง ซึ่งไทยควรตั้งเป้าเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ในสภาวะที่โครงสร้างองค์กรในอนาคตอาจแบนราบลงจนเหลือเพียง 3 ระดับขั้นเท่านั้น
ซึ่งในไทยเริ่มมีแนวโน้มในการดึงคนไทยวัยเกษียณที่มีศักยภาพให้อยู่ในระบบการทำงานนานขึ้นเพราะเรามีเด็กเกิดใหม่ลดลงคนอายุยืนมากขึ้น วิธีนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนคนรุ่นใหม่ โดยภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องจับมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI ผ่าน Capital board อย่างเป็นรูปธรรม
แม้ปัจจุบันนายเรืองโรจน์จะมีบทบาทหน้าที่ถึง 8 งาน ทั้งการดูแลบอร์ด กองทุน 7 กอง เป็นที่ปรึกษา และทำงานร่วมกับ World Economic Forum แต่เป้าหมายสำคัญในเวลานี้คือการสร้างชุมชนผู้ชนะ ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเพจเฟซบุ๊ก Unbeatable เพื่อให้ทุกคนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน
“ผมอยากให้ Unbeatable เป็นทักษะที่คนไทยมีติดตัวเข้าสู่ปี 2570 เพราะต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน เราเลือกได้ว่าจะไม่พ่ายแพ้ เราจะล้มกี่ครั้งก็ได้ แต่เราต้องเป็นผู้ชนะในอุปสรรคทุกอย่าง” นายเรืองโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย
หนังสือ “Unbeatable วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะในทุกสถานการณ์” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ KOOB ราคา 219 บาท เปิดให้สั่งจองแล้วผ่านช่องทางออนไลน์ และจะวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมงานแจกลายเซ็นในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ บูธสำนักพิมพ์ KOOB ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ใครอยากเจอตัวจริงคุณเรืองโรจน์สามารถไปพอเจอขอลายเซ็นต์กันได้นะ





