การก้าวเข้ามาของ Generative AI ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมดนตรีระดับโลกที่ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะ AI สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างเสียงดนตรีและเนื้อร้องได้อย่างแนบเนียน เส้นแบ่งระหว่าง “ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์” และ “อัลกอริทึม” จึงเริ่มเลือนลางลง สิ่งนี้ผลักดันให้ผู้นำในอุตสาหกรรมต้องลุกขึ้นมาสร้างกติกาใหม่เพื่อปกป้องคุณค่าของศิลปินและรักษาสมดุลของอุตสาหกรรม
ล่าสุดมีจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เมื่อกลุ่มพันธมิตรองค์กรในอุตสาหกรรมดนตรีและศิลปินได้รวมตัวกันเพื่อเปิดตัว ป้ายกำกับผลงานที่ระบุถึงการใช้ AI ในการบันทึกเสียง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของวงการเพลงเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาชิ้นสำคัญสำหรับนักการตลาด ผู้สร้างแบรนด์ และนักพัฒนาเทคโนโลยี ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับยุคที่คอนเทนต์ถูกผลิตขึ้นโดยเครื่องจักร

คลื่นสึนามิแห่ง AI ที่ถาโถมเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิง
หากเราเจาะลึกเข้าไปดูตัวเลขเชิงสถิติจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง จะพบว่าการเติบโตของผลงานที่สร้างโดย AI นั้นอยู่ในระดับที่ก้าวกระโดดและน่าตกใจ บริการสตรีมมิงเพลงดิจิทัลอย่าง Deezer ได้รายงานข้อมูลที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า แทร็กเพลงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์นั้นมีสัดส่วนสูงถึง 44% ของดนตรีใหม่ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม
ตัวเลขดังกล่าวยังสอดคล้องกับฝั่งของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดย Apple Music ได้รายงานเช่นเดียวกันว่า มีแทร็กเพลงในระบบมากกว่าหนึ่งในสามที่เป็นผลงานประเภท AI 100% การที่เนื้อหามากกว่า 30-40% บนแพลตฟอร์มระดับโลกถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม หมายความว่าผู้บริโภคกำลังเสพผลงานที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ในปริมาณมหาศาลทุกวัน สิ่งนี้สร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อทั้งโมเดลธุรกิจ การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
การจำแนกความแตกต่างด้วยป้ายกำกับ
เพื่อแก้ไขความคลุมเครือและสร้างความโปร่งใส กลุ่มพันธมิตรจึงได้นำเสนอป้ายกำกับที่เป็นไอคอนเรียบง่าย เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างผลงานสองประเภทหลัก ได้แก่ ผลงานที่ สร้างโดย AI และผลงานที่ มี AI ช่วยเหลือ โดยป้ายกำกับเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ครอบคลุมและสามารถนำไปปรับใช้ได้กับบริการสตรีมมิงเพลงดิจิทัล ผู้จัดจำหน่าย และภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าในขณะนี้ การติดป้ายกำกับแทร็กเพลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะยังคงเป็นความสมัครใจ แต่นี่คือรากฐานสำคัญที่จะถูกพัฒนาไปสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้ โดยมีกลุ่มองค์กรระดับแนวหน้าให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็น สมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา หรือ Recording Industry Association of America (RIAA), IFPI, เวทีรางวัล Grammys, SAG-AFTRA และแคมเปญ Human Artistry
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวยังได้รับการหนุนหลังจากองค์กรอิสระทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วย American Association of Independent Music, Worldwide Independent Network และ IMPALA ซึ่งเป็นสมาคมที่เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ผลิตผลงานอิสระในทวีปยุโรป การรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่และรายย่อยนี้สะท้อนให้เห็นถึงเอกภาพและความตื่นตัวขั้นสูงสุดของวงการ
ทำความเข้าใจความหมายของป้ายกำกับแต่ละประเภท
การนำเสนอข้อมูลให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายที่สุดคือหัวใจของการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน ป้ายกำกับที่ถูกนำมาใช้จึงถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบที่ชัดเจนและสื่อความหมายได้ทันที:
- ป้ายกำกับ AI-Generated หรือ สร้างโดย AI: สัญลักษณ์นี้จะใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่คำว่า AI สีขาว วางอยู่บนพื้นหลังสีดำ ป้ายนี้เป็นตัวแทนของกรณีที่มีการใช้ Generative AI ในส่วนที่ เป็นองค์ประกอบหลักหรือทั้งหมด ของการบันทึกเสียง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การใช้ AI ในการสร้างเสียงร้องหลัก, การประพันธ์และบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญ , หรือผลงานทั้งชิ้นที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากการป้อนคำสั่งทั้งหมด
- ป้ายกำกับ ai (พิมพ์เล็ก) หรือมี AI ช่วยเหลือ: สัญลักษณ์นี้จะใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กคำว่า ai สีดำ วางอยู่บนพื้นหลังสีขาว ป้ายนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่า โดยจะเป็นตัวแทนของผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น โดยมนุษย์เป็นส่วนใหญ่และสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทว่าเบื้องหลังการทำงานนั้น มีการนำเทคโนโลยี Generative AI มาปรับใช้กับองค์ประกอบการแสดงออกบางส่วน โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ขับร้องเสียงหลักและเป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีหลักของเพลงนั้นๆ ตามการระบุของกลุ่มพันธมิตร
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยป้ายกำกับเหล่านี้ยังไม่ครอบคลุมไปถึงการใช้ AI ในส่วนประกอบอื่น ๆ ของผลงาน เช่น การแต่งเนื้อร้อง, การประพันธ์เพลง, การสร้างมิวสิกวิดีโอ, หรือการออกแบบภาพหน้าปกศิลปิน ซึ่งคาดว่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องร่วมกันหาทางออกในเฟสถัดไป
ความโปร่งใสคือสิ่งสำคัญของธุรกิจ
Vikki Oakley ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IFPI และ Mitch Glazier ประธานและซีอีโอของ RIAA ได้แสดงวิสัยทัศน์ผ่านแถลงการณ์ร่วมที่น่าสนใจว่า แฟนเพลงมีความต้องการที่จะรับรู้ว่าผลงานที่พวกเขากำลังรับฟังอยู่นั้นมีการใช้เทคโนโลยี Generative AI เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่และใช้อย่างไร
“เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญของศิลปะและความเป็นของแท้จากมนุษย์ที่มีต่อคนรักดนตรีทั่วโลก ป้ายกำกับเหล่านี้จะกลายเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ในทันที และเป็นวิธีการที่สามารถปรับขนาดขยายผลได้อย่างง่ายดายเพื่อสร้างความโปร่งใส”
ผู้นำทั้งสองยังเสริมอีกว่า พวกเขาตระหนักและยอมรับถึงรูปแบบที่หลากหลายในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างสร้างสรรค์ ดังนั้น ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลขึ้นและมีการนำป้ายกำกับ Generative AI ไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ทางกลุ่มจึงคาดหวังที่จะสามารถนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเชิงลึกให้กับแฟนเพลงได้อีกด้วย
ส่องกรณีศึกษาจาก Deezer ที่พร้อมปรับตัว
ในฐานะแพลตฟอร์มตัวกลางที่เชื่อมต่อระหว่างผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้บริโภค Deezer ได้ออกแถลงการณ์เชิงบวก โดยระบุว่าเป็นเรื่องน่าสนับสนุนที่ได้เห็นการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อก้าวไปสู่แนวทางที่สอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการจัดการกับ Generative AI ในอุตสาหกรรมดนตรี
Deezer ได้ตอกย้ำจุดยืนของตนเองในฐานะแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงแห่งแรกที่เริ่มต้นระบบการตรวจจับ , ติดแท็ก, และคัดแยกเพลงที่สร้างโดย AI ออกจากระบบการแนะนำด้วยอัลกอริทึม พร้อมทั้งยืนยันว่า Deezer มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนการพัฒนากรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม
แถลงการณ์ดังกล่าวยังได้เจาะลึกไปถึงแก่นของปัญหาลิขสิทธิ์ โดยระบุว่า แนวทางนี้ครอบคลุมไปถึงข้อพิจารณาสำคัญเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลเพื่อการฝึกโมเดล AI เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของสิทธิ์ทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม และพวกเขารอคอยที่จะได้ร่วมมือกับระบบนิเวศทางดนตรีในวงกว้างต่อไป เพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับเทคโนโลยี AI ในวงการดนตรี
RS Music X กับการเขย่าสมรภูมิ T-POP ด้วย Artist Icon
เมื่อตัดภาพกลับมาที่อุตสาหกรรมดนตรีของประเทศไทย การรับมือกับกระแส Digital Disruption ไม่ได้หยุดอยู่แค่การตั้งรับหรือการแปะป้ายเตือน แต่เป็นการกระโจนเข้าหาโอกาสทางธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุด RS อดีตค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ เปิดตัวค่าย RS Music X ที่มากับโปรเจกต์ส่ง Artist Icon ลงสู่ตลาด นี่ไม่ใช่แค่การทำแคมเปญการตลาดชั่วคราว แต่เป็นการสร้าง Business Model รูปแบบใหม่ที่นำ AI มาพัฒนา ศิลปินเสมือนจริง ขึ้นมาประดับวงการ T-POP
ทางค่ายได้เปิดตัวศิลปิน AI รุ่นแรกจำนวน 6 คน ประกอบด้วย ทามินทร์ (Tamin), จอย จอย (Joy Joy), อะริน (Aryn), นัวร์ (Noir), สเตลล่า (Stella), และ ลูน่า (Luna) ความน่าสนใจในเชิงการตลาดคือ RS Music X ไม่ได้มองเทคโนโลยีนี้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างเสียงสังเคราะห์ แต่พวกเขาทำการออกแบบวิศวกรรมตัวละครแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งภาพลักษณ์ภายนอก บุคลิกภาพเชิงลึก คาแรกเตอร์ที่แตกต่าง และสตอรี่ไลน์เบื้องหลังของแต่ละคนอย่างมีมิติ
กลยุทธ์การสร้างตัวตนที่ชัดเจนนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือการเจาะทะลุข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เพื่อทำให้ผู้ฟังสามารถเชื่อมโยงอารมณ์ ความรู้สึก และสร้างความผูกพันกับศิลปินเหล่านี้ได้เสมือนมนุษย์จริง โดยทางค่ายเตรียมแผนระยะยาวที่จะปล่อยผลงานเพลง มิวสิกวิดีโอ คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงการจัดกิจกรรมพบปะแฟนเพลงซึ่งโมเดลธุรกิจนี้มีความคล้ายคลึงและต่อยอดมาจากความสำเร็จของอุตสาหกรรมสตรีมมิงเกมและครีเอเตอร์สาย Virtual Idol ที่พิสูจน์แล้วว่าแฟนคลับยินดีที่จะจ่ายเงินและมอบความภักดีให้กับตัวตนเสมือน หากพวกเขารู้สึกมีส่วนร่วมในเรื่องราวเหล่านั้น
Thumbsup มองว่า การเปิดตัวป้ายกำกับ AI ในอุตสาหกรรมดนตรีสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการ ตื่นตระหนก ไปสู่การ ตั้งรับและจัดการ อย่างเป็นระบบ สิ่งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับแวดวงการตลาดและเทคโนโลยีในภาพรวม การสร้างมาตรฐานความโปร่งใสไม่ใช่การปฏิเสธนวัตกรรม แต่เป็นการสร้างสมดุลเพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง การที่แบรนด์และแพลตฟอร์มลุกขึ้นมาประกาศจุดยืนด้าน Authenticity จะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว
ก้าวต่อไปที่อุตสาหกรรมต้องเตรียมรับมือคือการตรวจสอบกลับที่แม่นยำ เพราะถึงแม้ป้ายกำกับจะเป็นเครื่องมือที่ดี แต่การพึ่งพาความสมัครใจย่อมมีช่องโหว่ อนาคตของการตลาดยุคดิจิทัลจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีฝั่งตรวจสอบมาทำงานร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรับประกันว่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาของมนุษย์ยังคงมีมูลค่า และกระแสเงินสดในระบบจะถูกแจกจ่ายกลับไปยังศิลปินตัวจริงได้อย่างยุติธรรมและยั่งยืน
ที่มา: Deadline
อ่านเพิ่มเติม



