ในยุคที่แพลตฟอร์ม E-Marketplace กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของการค้าปลีกยุคใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจต่อรองของผู้ขายรายย่อยหรือ SME นั้นลดน้อยถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มรายใหญ่เริ่มปรับนโยบายมุ่งสู่ความสามารถในการทำกำไร การขยับขึ้นค่าธรรมเนียม GP (Gross Profit) และค่าใช้จ่ายแอบแฝงต่างๆ จึงกลายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดโต๊ะเจรจาครั้งสำคัญร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada จนบรรลุข้อตกลงในการ “แช่แข็งและปรับลด” อัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตราของวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการซื้อเวลาเพื่อจัดระเบียบสมดุลอำนาจใหม่ผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล” Thumbsup ขอพาไปชำแหละรายละเอียด กติกา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซไทยในมิติต่างๆ
โครงสร้างค่าธรรมเนียม และ ต้นทุนแห่งการอยู่รอด
ก่อนจะไปดูส่วนลด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจคือ “ตรรกะของการเก็บค่าธรรมเนียม” บนแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับหลัก ได้แก่
- Mandatory (Cost of Access): ต้นทุนภาคบังคับที่ “ไม่จ่าย = ขายไม่ได้” ประกอบด้วย Commission/GP จากการขายของผ่านแพลตฟอร์ม, ค่า Infrastructure Fee/Platform Fee สำหรับการใช้ระบบ และ Transaction/Payment Fee สำหรับการรับเงินผ่านระบบ
- Quasi-Mandatory (Cost of Competition): ต้นทุนกึ่งบังคับที่ “ไม่จ่าย = แข่งขันไม่ได้” คือการทำ Promotion/Campaign เพื่อลดราคาเรียกลูกค้า และ Advertising/Visibility เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นร้านค้า หากไม่เข้าร่วม ร้านค้าจะสูญเสียการมองเห็นและ Traffic อย่างรุนแรงจนเสียความสามารถในการแข่งขัน
- Optional / Performance Base (Cost of Growth): ต้นทุนทางเลือกเพื่อการเติบโต “เลือกจ่าย เพื่อเติบโต” เช่น ค่า Affiliate/Creator หากไม่ซื้อสิทธิ์พื้นฐานก็ไม่เสีย
- Mandatory / Option & Statutory Tax: ค่า Logistics/Fulfillment (เลือกผู้ขนส่งได้) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ต้องนำส่งรัฐ
การเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่การลดภาระในกลุ่ม Mandatory (Cost of Access) ซึ่งเป็นต้นทุนด่านแรกที่บีบรัดผู้ประกอบการมากที่สุด

ชำแหละส่วนลด 3 แพลตฟอร์ม ใครลดเท่าไหร่?
มาตรการลดค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินช่วยเหลือลดภาระต้นทุนรวมทั้งสิ้น 1,930 ล้านบาท โดยจะครอบคลุมผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์รวม 1,200,000 ราย แบ่งเป็นบุคคลธรรมดา 1,020,000 ราย และนิติบุคคล 180,000 ราย
แพลตฟอร์มทั้ง 3 แห่งได้ตกลงมอบส่วนลดสูงสุดเมื่อเทียบกับอัตราปัจจุบัน (เทียบกับฐานอัตรา 1 ม.ค. 69) ดังนี้:
- Lazada: มอบส่วนลดสูงสุด 42.90% โดยปรับลดค่าธรรมเนียมจากอัตราเดิม 17.50% เหลือ 10.00% (หากดูเป็นช่วงอัตราคือลดจาก 9.00-17.50% เหลือ 7.50-11.60%)
- TikTok Shop: มอบส่วนลดสูงสุด 35.00% โดยปรับลดค่าธรรมเนียมจากอัตราเดิม 21.41% เหลือ 13.92% (หากดูเป็นช่วงอัตราคือลดจาก 13.38-21.94% เหลือ 11.24-17.66%)
- Shopee: มอบส่วนลดสูงสุด 33.30% โดยปรับลดค่าธรรมเนียมจากอัตราเดิม 16.05% เหลือ 10.70% (หากดูเป็นช่วงอัตราคือลดจาก 8.03-19.26% เหลือ 8.03-13.91%)
ข้อยกเว้นสำคัญ: การลดค่าธรรมเนียมนี้ครอบคลุมสินค้าทุกหมวดหมู่ ยกเว้นหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ประกอบการที่ถูกขึ้นทะเบียนกับแพลตฟอร์มในกลุ่มสินค้า FMCG, Lifestyle, Fashion และ OTOP เท่านั้น

คุณสมบัติและกติกาการเข้าร่วม (SMEs ต้องรู้)
ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ ไม่ใช่ร้านค้าทุกร้าน แต่ต้องเข้าเกณฑ์ “รายย่อย” และอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ ดังนี้:
- ประเภทบุคคลธรรมดา: ต้องมีเกณฑ์ยอดขายหรือรายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี
- ประเภทร่าวนิติบุคคล: ต้องมีเกณฑ์ยอดขายหรือรายได้ ไม่เกิน 3.5 ล้านบาท/ปี
- เงื่อนไขสำคัญที่สุด: ต้องดำเนินการ จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้เรียบร้อย
- ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด: สามารถจดได้ที่ สำนักงานเทศบาล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (สำหรับบุคคลธรรมดา) หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สำหรับนิติบุคคล)
- ผู้ที่อยู่ใน กทม.: สามารถจดได้ที่ สำนักงานเขต (สำหรับบุคคลธรรมดา) หรือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สำหรับนิติบุคคล)
ขั้นตอนและไทม์ไลน์การรับสิทธิ์
โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อย 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570 โดยมีขั้นตอนการทำงานคือ:
- 1 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป: แพลตฟอร์ม (Shopee, TikTok Shop, Lazada) จะเริ่มส่ง Notification แจ้งเตือนผู้ประกอบการเพื่อเชิญเข้าร่วมและรับสิทธิ์
- ตรวจสอบคุณสมบัติ: ร้านค้าต้องเช็คว่าตนเองมีสิทธิ์ตามเงื่อนไขและจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้วหรือไม่
- การยืนยันสิทธิ์:
- กรณีจดทะเบียนฯ แล้ว: สามารถยืนยันสิทธิ์ผ่านแพลตฟอร์มได้ทันที
- กรณีที่ยังไม่จดทะเบียนฯ: ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม
- ตรวจสอบข้อมูล: แพลตฟอร์มและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ
- เริ่มใช้อัตราใหม่: เมื่อได้รับการยืนยันสิทธิ์ จะสามารถเริ่มใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ได้ทันที (เริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2569 เป็นต้นไป) ตลอดระยะเวลา 6 เดือน
ในมุมธุรกิจ การแทรกแซงของกระทรวงพาณิชย์และ กขค. ในครั้งนี้ ถือเป็นการบรรเทาอาการบาดเจ็บ (Pain relief) ที่ตรงจุดและรวดเร็วสำหรับ SMEs ไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตต้นทุนรอบด้าน แต่ในความเป็นจริง การสั่งให้เอกชนถอยไปใช้อัตราเดิมเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเพียงการตรึงราคาชั่วคราวเท่านั้น แพลตฟอร์มเองย่อมมีภาระต้นทุนในการพัฒนาระบบและต้องแสวงหากำไรตามหลักธุรกิจ
ดังนั้น พระเอกตัวจริงของเรื่องนี้คือ “พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act)” ที่กำลังจะถูกยกร่างขึ้นในช่วง 6 เดือนนี้ต่างหาก กฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ประเทศไทยจะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “การดึงดูดการลงทุนจากแพลตฟอร์มต่างชาติ” และ “การปกป้องผู้ประกอบการฐานราก” ได้ดีแค่ไหน
กติกาใหม่นี้จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า พฤติกรรมทางการค้าแบบใดคือการบังคับใช้โครงสร้างราคาที่เอาเปรียบและการเก็บค่าธรรมเนียมแบบกึ่งบังคับ อย่างการกดการมองเห็น หากไม่ซื้อโฆษณานั้น ถือเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่
การที่ผู้แทนระดับบริหารจากทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือ สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มเองก็ต้องการบรรทัดฐานและกติกาที่ชัดเจนเช่นกัน ท้ายที่สุด ระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซจะยั่งยืนได้ ไม่ใช่แค่การหั่นราคาให้ถูกที่สุด แต่คือการสร้างกฎกติกาที่โปร่งใส คาดการณ์ต้นทุนได้ และเปิดโอกาสให้ทุกคนตั้งแต่แพลตฟอร์มระดับโลกไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้า OTOP ท้องถิ่น สามารถแข่งขันและมีที่ยืนได้อย่างแท้จริง
ที่มา : NBT





