ในยุคที่ความผันผวนคือความปกติ (New Normal) การจับทิศทางลมทางเศรษฐกิจกลายเป็นทักษะสำคัญที่สุดของคนทำธุรกิจ การตลาด และเทคโนโลยี เวทีสัมมนาใหญ่ “iBusiness Forum: Thailand Future Signal 2026 – จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย” ที่เพิ่งจัดไป จึงเป็นเหมือนการ “ส่องไฟฉาย” ให้เราเห็นว่าข้างหน้ามีอะไร หลังผ่านครึ่งปีแรก 2568 ที่โลกโดนกระหน่ำทั้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) นโยบายการเงินมหาอำนาจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ภาษีการค้า และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
Thumbsup ขออาสาพาทุกคนไป “ถอดรหัส” สัญญาณสำคัญที่ส่งออกมาจากเวทีนี้ ว่าในฐานะคนในอุตสาหกรรม เราควรมองเห็นอะไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร

สัญญาณที่ 1 “ชีพจรแผ่ว” รัฐต้องอัดยาแรง “Quick Big Win”
สัญญาณแรกที่ดังที่สุดมาจากกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดฉากด้วยภาพที่น่ากังวลว่า “ชีพจรเศรษฐกิจไทยเต้นแผ่วมาก” เหมือนกำลังดิ่งเหว ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 โตแค่ 1.7% และไตรมาส 4 เหลือ 0.3% นี่คือภาวะที่น่าเป็นห่วง
แต่ใน 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เริ่ม “ปั๊มหัวใจ” ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่เรียกว่า “Quick Big Win” หรือ “5 เสาหลัก” ที่ต้องการให้เห็นผลใน 4 เดือน ควบคู่กับการสร้างรากฐานระยะยาว
- กระตุ้นการใช้จ่าย (เสาหลักที่ 1): นี่คือเสาหลักที่ใกล้ตัวคนการตลาดที่สุด
- โครงการคนละครึ่งพลัส: กลับมาอีกครั้งเพื่อกระตุ้นการบริโภคระดับฐานราก
- Digital Wallet: เริ่มเห็นการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ แล้ว 14% จากงบ 20,000 กว่าล้านบาท สะท้อนว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายดิจิทัลยังคงอยู่
- เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: อัดฉีดเงินตรงเข้าระบบ
- เที่ยวดีมีคืน: ใช้การลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า จูงใจให้คนเที่ยวเมืองรอง (ถึง 15 ธ.ค. 68) เป็นการกระจายรายได้ที่ชัดเจน
- ลดหนี้ประชาชน (เสาหลักที่ 2): ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มารับซื้อหนี้ ปรับโครงสร้าง ลดภาระดอกเบี้ย
- เพิ่มสภาพคล่อง SMEs (เสาหลักที่ 3): ใช้ บสย. เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ นี่คือการต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการรายย่อย
- เพิ่มการออม (เสาหลักที่ 4): ปรับกลไกสลาก พันธบัตร และดอกเบี้ย เพื่อจูงใจให้คนออมเงินในระยะยาว
- ลงทุนเพื่ออนาคต (เสาหลักที่ 5)
- Upskill/Reskill: เชื่อมโยง BOI กับสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงความต้องการตลาด
- Fast Pass: ปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ในปี 66-67 ที่ค้างท่ออยู่ถึง 4.7 แสนล้านบาท ให้เม็ดเงินลงทุนกลับเข้าระบบ
“Quick Big Win” คือยาแก้ปวดที่จำเป็นในระยะสั้น การอัดฉีดเงินและการกระตุ้นการท่องเที่ยว (Digital Wallet, เที่ยวดีมีคืน) จะสร้าง “Momentum” ชั่วคราวให้แบรนด์ต่าง ๆ พอมีแรงจับจ่ายกลับมา แต่สิ่งที่นักการตลาดต้องจับตาคือ “เสาหลักที่ 5” การปลดล็อกเม็ดเงินลงทุน BOI และการ Reskill นี่คือตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวของอุตสาหกรรม
สัญญาณที่ 2 “4 การเปลี่ยนแปลง” ที่เอกชนต้องเผชิญหน้า
เมื่อภาครัฐฉีดยาแล้ว ภาคเอกชนผู้เล่นตัวจริงในสมรภูมิมองเห็นอะไร?
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ (หอการค้าไทย): โลกไม่ได้มีแค่ 2 ขั้ว
ดร.พจน์ ชี้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนจาก 2 ขั้ว (สหรัฐฯ-จีน) ไปสู่การแตกขั้วอำนาจที่มากขึ้น ผลกระทบจาก “ภาษีทรัมป์” (TRUMP’S Tariff) ทำให้เกิดการจับคู่ธุรกิจใหม่ ๆ และนี่คือ “โอกาส” ของอาเซียนและไทยในฐานะพื้นที่การค้าการลงทุนที่น่าสนใจ
สิ่งที่หอการค้าฯ ย้ำว่าไทยต้องเจอ คือ “4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญ” (4 Changes):
- Geopolitical Change: ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาไม่ได้ ไทยต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาโอกาสทางการค้า
- Technology Change: AI และ Digital Transformation คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยต้องจริงจังกับการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนกระบวนการเดิมๆ
- Population Change: “เด็กเกิดน้อย” คือวิกฤตแรงงานในอนาคต ทางแก้คือต้อง Upskill/Reskill คนที่มีอยู่ให้มีคุณภาพและแข่งขันได้
- Climate Change: Net Zero Carbon ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ “กติกาการค้าใหม่” ภาคเอกชนต้องปรับตัวสู่ Green Economy
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล (ส.อ.ท.): ศึกนอก-ศึกใน ที่ต้องฝ่าฟัน
ด้านสภาอุตสาหกรรมฯ มองปี 2569 ว่ายังเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” (Uncertainty)
- ศึกนอก: ส่งออกชะลอตัวจากสงครามการค้า ต้องเร่งเจรจา FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่
- ศึกใน: ภาคการผลิตชะลอตัว เจอ “สินค้าเถื่อน” “สินค้าราคาถูก” ตีตลาด, SMEs เจอปัญหาหนี้เสีย (NPL) และขาดสภาพคล่อง, กำลังซื้อคนไทยยังอ่อนแอจากหนี้ครัวเรือน
ส.อ.ท. เสนอทางรอด 5 ข้อที่สำคัญคือ: ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ Next-Gen Industry, ปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform) ที่ไม่จำเป็น, ผลักดัน BCG Model, เร่งรัด FTA และพัฒนา Infrastructure (โดยเฉพาะโลจิสติกส์)
ภาคเอกชนกำลังส่งสัญญาณว่า “ยาแก้ปวด” ของรัฐไม่พอ แต่ต้อง “ผ่าตัด” ด้วย “4 Changes” ที่หอการค้าฯ ว่าไว้ คือโจทย์ใหญ่ของทุกแบรนด์ โดยเฉพาะ Tech Change (ต้องลงทุน AI และ Data) และ Population Change (ต้องพัฒนาคน) ส่วน ส.อ.ท. ชี้ให้เห็น “แผล” ที่เจ็บปวดจริงอย่างสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามา ซึ่งกระทบ SMEs โดยตรง การเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและสร้าง Next-Gen Industry คือทางเดียวที่จะหนีจากการแข่งขันด้านราคา
สัญญาณที่ 3 จาก “Geopolitics” สู่ “Geo-economics” (เกมใหม่ที่ต้องอ่านให้ออก)
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จาก TDRI ให้มุมมองเชิงวิชาการที่เฉียบคมว่า ความท้าทายระยะยาวของไทย (5-10 ปี) คือ “ประชากรวัยแรงงานลดลง” และ “สังคมสูงวัย”
แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการเปลี่ยนเกมของโลก จากเดิมที่รบกันด้วยทหาร (Geopolitics) ไปสู่การใช้ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง หรือ “Geo-economics”
นี่คือการ…
- จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ (เช่น สงครามชิป)
- ควบคุมทรัพยากรที่สำคัญ (เช่น Critical Minerals)
- ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า (เช่น ภาษี)
พูดง่าย ๆ คือ เศรษฐกิจและเทคโนโลยีกลายเป็น “อาวุธ” ในการต่อสู้บนเวทีโลก
นี่คือคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดสำหรับนักกลยุทธ์ “Geo-economics” หมายความว่า Supply Chain ของคุณอาจถูกตัดขาดไม่ใช่เพราะต้นทุน แต่เพราะ “การเมือง” เทคโนโลยีที่คุณใช้อาจเข้าถึงไม่ได้เพราะ “ความมั่นคง” แบรนด์และธุรกิจต้องเริ่มคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ของซัพพลายเชนและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง
สัญญาณที่ 4 “Green Business” คือเครื่องยนต์ใหม่แห่งการเติบโต
ในขณะที่ภาพรวมเต็มไปด้วยความท้าทาย เวทีเสวนาสุดท้าย “Green Business 2026” กลับฉายภาพ “โอกาส” และ “ทางรอด” ที่ชัดเจนที่สุด นี่ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือ “New Business Model”

- ปตท. (PTT): ยักษ์ใหญ่พลังงานปรับพอร์ตสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (Climate-Resilience Business) และปรับปรุงสินทรัพย์เดิมให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง (Carbon Conscious Asset) ภายใต้กลยุทธ์ “C3”
- กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS): ธุรกิจ Health Care รับมือสังคมสูงวัยและโรค NCDs ด้วยการนำ AI มาใช้ใน Precision Medicine (การรักษาแบบเฉพาะบุคคล) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดต้นทุน
- แกร็บ (Grab) ประเทศไทย: แพลตฟอร์มขนส่งผลักดัน Grab EV (ปัจจุบันมีคนขับ EV กว่า 10,000 คัน) พัฒนาฟีเจอร์งดรับช้อนส้อม และใช้เทคโนโลยี (Google Map, Route Optimization) เพื่อประหยัดพลังงาน
- สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.): ผลักดัน “Green Tourism” ให้เป็นจุดขายใหม่ของไทย โดยพาร์ตเนอร์กับ Grab จัดหารถทัวร์/รถตู้ EV, ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเมืองรอง (ลดการกระจุกตัว), และสร้าง Green Tour (เช่น เรือโซลาร์เซลล์) ซึ่งเป็นตลาดที่ในเอเชียยังไม่มีใครทำจริงจัง
นี่คือ “พิมพ์เขียว” ของธุรกิจแห่งอนาคต สังเกตว่าทุกเจ้าใช้ “เทคโนโลยี” (AI, EV, Data Optimization) เป็นเครื่องมือในการสร้าง “ความยั่งยืน” (Sustainability) ซึ่งนำไปสู่ “โอกาสทางธุรกิจใหม่” BDMS ใช้ AI เพื่อการรักษาที่ดีขึ้น Grab ใช้ EV และ Data เพื่อลดต้นทุนพลังงานและสร้างจุดขาย PTT กำลังเปลี่ยนตัวเองจากธุรกิจพลังงานเก่าไปสู่พลังงานใหม่ ATTA กำลังสร้าง Product ท่องเที่ยวใหม่ที่โลกต้องการ
นี่คือคำตอบว่า “Next-Gen Industry” ที่ ส.อ.ท. พูดถึงหน้าตาเป็นอย่างไร มันคือการผสานกันของ Digital Transformation และ Green Transformation
Thumbsup มองว่า เวที iBusiness Forum ครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น “เกมสองสปีด”
สปีดแรก คือ “เกมระยะสั้น” ที่ต้องเอาตัวรอดจากภาวะ “ชีพจรแผ่ว” โดยพึ่งพายาแก้ปวดจากภาครัฐอย่าง “Quick Big Win” ซึ่งจะช่วยต่อลมหายใจให้ SMEs และกระตุ้นกำลังซื้อที่แผ่วเบาให้กลับมา
สปีดที่สอง คือ “เกมระยะยาว” ซึ่งเป็นเกมที่แท้จริง เกมนี้ขับเคลื่อนด้วย 2 เครื่องยนต์หลักคือ Digital (AI, Data, Transformation) และ Green (Sustainability, BCG, Net Zero) โดยมี “ความไม่แน่นอน” จาก Geo-economics และ “วิกฤตโครงสร้าง” อย่างประชากร เป็นตัวแปรสำคัญ
สำหรับคนทำงานในแวดวงการตลาดและเทคโนโลยี สัญญาณนี้บอกเราว่า…
- การตลาดต้องขับเคลื่อนด้วย AI และ Data: ไม่ใช่แค่เพื่อยิงแอด แต่เพื่อ “ประสิทธิภาพ” สูงสุดในยุคที่ต้นทุนสูงและกำลังซื้อเปราะบาง (แบบที่ BDMS ใช้ AI เพื่อ Precision Medicine)
- “Green” คือจุดขายใหม่ (New USP): ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจเรื่องนี้ และมันกำลังกลายเป็น “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ” (License to Operate) ในเวทีโลก แบรนด์ที่ปรับตัวก่อนจะได้เปรียบ (แบบ Grab EV หรือ Green Tourism)
- “คน” คือทรัพยากรที่ขาดแคลนที่สุด: วิกฤตประชากร (Population Change) หมายความว่าเราต้องรักษาคนเก่งและ Upskill/Reskill ทีมอย่างหนัก การสร้าง “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ไม่ใช่แค่คำสวยๆ อีกต่อไป
สัญญาณเตือนภัยดังแล้ว “ยาแก้ปวด” ช่วยเราได้ชั่วคราว แต่ “การผ่าตัด” เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ Green + Digital คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เราเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมิใหม่นี้



