ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบเสมือนยุคตื่นทอง (Gold Rush) ครั้งใหม่ของโลกเทคโนโลยี ใคร ๆ ก็อยากกระโดดเข้าใส่สมรภูมินี้ แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังมองหา “ทองคำ” มีบริษัทหนึ่งที่ตัดสินใจทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเป็นคนขาย “พลั่วและเสียม” ให้กับนักขุดทองเบอร์หนึ่งของโลก แต่ดูเหมือนว่าการเดิมพันครั้งนี้อาจจะแลกมาด้วยราคาที่แพงกว่าที่คิด
วันนี้ Thumbsup จะพาไปเจาะลึกกรณีศึกษาของ Oracle กับดีลประวัติศาสตร์มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ร่วมกับ OpenAI ที่ดูเหมือนจะสวยหรูในตอนแรก แต่ผ่านไปไม่นาน สถานการณ์กลับพลิกผันจนนักวิเคราะห์ต้องกุมขมับ

ภาพลวงตาของตัวเลข 3 แสนล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา Oracle ได้ประกาศข้อตกลงความร่วมมือในการสร้าง Data Center สำหรับ AI มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ร่วมกับ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ข่าวนี้ควรจะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดพลุให้ราคาหุ้นของ Oracle พุ่งทะยาน แต่ความเป็นจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่การประกาศดีลดังกล่าว มูลค่าตลาด (Market Cap) ของ Oracle กลับหายวูบไปกว่า 3.15 แสนล้านดอลลาร์ หรือถ้าจะเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ คือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ เทียบเท่ากับการสูญเสียบริษัท General Motors ไปทั้งบริษัท หรือเสีย Kraft Heinz ไปถึงสองบริษัทเลยทีเดียว
คำถามที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดและนักลงทุนคือ “ทำไม?” ทำไมการจับมือกับผู้นำโลก AI อย่าง OpenAI ถึงทำให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงลบขนาดนี้?
ความเสี่ยงจากการทุ่มเกือบทั้งหมด
หนึ่งในกฎเหล็กของการทำธุรกิจคือการกระจายความเสี่ยง แต่ดูเหมือน Oracle กำลังเดิมพันในทิศทางตรงกันข้าม สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “โครงสร้างรายได้”
จากการวิเคราะห์ Backlog (งานที่รอรับรู้รายได้) ของ Oracle พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า 58% ของงานในมือทั้งหมดมาจากลูกค้าเพียงรายเดียว นั่นคือ OpenAI
ลองเทียบกับคู่แข่งในตลาด
- Microsoft: มีสัดส่วน Backlog จาก OpenAI อยู่ที่ 39%
- Amazon: มีความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ที่เพียง 16%
ในมุมมองของการบริหารจัดการ นี่คือสภาวะที่ Oracle กลายสภาพเป็นเพียง “ร่างทรง” หรือ Proxy ของ OpenAI ในตลาดทุนสหรัฐฯ ไปโดยปริยาย หาก OpenAI ประสบความสำเร็จ Oracle ก็อาจจะรุ่งโรจน์ แต่หาก OpenAI สะดุดขาตัวเอง หรือฟองสบู่ AI แตก Oracle จะเป็นด่านหน้าที่รับแรงกระแทกหนักที่สุด เพราะรายได้ในอนาคตกว่าครึ่งผูกติดอยู่กับชะตากรรมของบริษัทเดียว
กับดัก CAPEX การเผาเงินเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง
อีกประเด็นที่น่าห่วงคือเรื่องของรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure หรือ Capex) Oracle กำลังทุ่มเงินสร้าง Data Center แบบบ้าคลั่งเพื่อรองรับความต้องการของ OpenAI
- งบ Capex สำหรับปีการเงินปัจจุบันสูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์
- มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะพุ่งไปแตะระดับ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2029
การลงทุนมหาศาลนี้ทำให้สถานะทางการเงินของ Oracle ตึงตัวอย่างหนัก หนี้สินสุทธิ (Net Debt) ของบริษัทพุ่งขึ้นเป็น 2.5 เท่าของ EBITDA ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2021 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวในปี 2030
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กระแสเงินสด (Cash Flow) ของ Oracle ถูกคาดการณ์ว่าจะ ติดลบต่อเนื่องกันถึง 5 ปี กราฟทางการเงินชี้ชัดว่า Oracle กำลังยอม “เข้าเนื้อ” ตัวเองในวันนี้ เพื่อแลกกับคำมั่นสัญญา (IOU) ว่าจะได้รับผลตอบแทนมหาศาลในอนาคต
ทำไม Oracle ถึงยอมเสี่ยงขนาดนี้?
ในมุมมองการแข่งขัน Oracle อาจไม่มีทางเลือกมากนัก ทฤษฎีหนึ่งคือ OpenAI กำลังเร่งเครื่องเพื่อไปให้ถึง AGI (Artificial General Intelligence) และต้องการพลังประมวลผลมหาศาล ซึ่ง Oracle เป็นผู้เล่นที่สามารถขยาย Capacity ได้รวดเร็วที่สุด
Oracle ยอมเสนอต้นทุนแรกเข้าที่ต่ำที่สุดและเส้นทางสู่การสร้างรายได้ที่เร็วที่สุด โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นเหมือน “ผู้เช่า” Data Center มากกว่าจะเป็น “เจ้าของที่ดิน” (Landlord) เพื่อดึงดูด OpenAI หรือพูดง่าย ๆ คือ Oracle ยอมแลกกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ที่ตัวเองมีน้อยกว่าคู่แข่ง เพื่อทุ่มทุกอย่างหน้าตักในการสนับสนุนลูกค้ารายใหญ่นี้
สัญญาณเตือนจากตลาด กับการหมดเวลาของ “มนต์ขลัง” OpenAI?
สิ่งที่นักการตลาดต้องจับตามองคือ “ปฏิกิริยาของตลาด” ที่เปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ เพียงแค่มีข่าวลือว่าจับมือกับ OpenAI ราคาหุ้นของบริษัทนั้น ๆ ก็พร้อมจะพุ่งทันที แต่ตอนนี้มนต์ขลังนั้นดูเหมือนจะเสื่อมลง
ไม่ใช่แค่ Oracle เท่านั้นที่เจอผลกระทบนี้ บริษัทอย่าง Broadcom และ Amazon ก็ราคาหุ้นตกลงหลังจากมีข่าวดีลกับ OpenAI เช่นกัน หรือแม้แต่ Nvidia เอง ราคาหุ้นก็แทบไม่ขยับหลังจากข้อตกลงการลงทุนในเดือนกันยายน 16
นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า นักลงทุนเริ่ม “หายเมาหมัด” จากกระแส AI และเริ่มกลับมามองความเป็นจริงทางธุรกิจมากขึ้น ว่าการลงทุนมหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI นี้ จะสร้างผลกำไรกลับมาได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแฟชั่นการลงทุนที่ฉาบฉวย
Thumbsup มองว่า กรณีของ Oracle สอนเรื่องโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่า “Too Big to Fail” ที่แท้จริง การผูกชะตากรรมขององค์กรไว้กับลูกค้าเพียงรายเดียว แม้ลูกค้ารายนั้นจะเป็นผู้นำตลาด ก็ยังถือเป็นความเสี่ยงระดับวิกฤต
สำหรับนักการตลาดและผู้บริหาร การเติบโตเป็นเรื่องสำคัญ แต่ “คุณภาพของการเติบโต” สำคัญกว่า การที่ Oracle ยอมให้กระแสเงินสดติดลบ 5 ปี และแบกหนี้มหาศาลเพื่อเดิมพันกับเทคโนโลยีที่ยังไม่มีใครรู้จุดจบที่แน่นอน ถือเป็นเดิมพันที่สูงมาก สูงจนอาจทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายนี้ ต้องจมอยู่ใต้น้ำ (Underwater) นานกว่าที่คาดไว้
เราต้องติดตามกันต่อไปว่าในปี 2027 ที่รายได้ส่วนใหญ่ของ Oracle Cloud จะมาจาก OpenAI ตามคาดการณ์ 18 นั้น ถึงเวลานั้น OpenAI จะยังเป็นราชาแห่ง AI อยู่หรือไม่ หรือจะมีผู้เล่นหน้าใหม่ขึ้นมาแทนที่ เพราะในโลกเทคโนโลยี… อะไรก็เกิดขึ้นได้
อ้างอิง: Financial Times
อ่านเพิ่มเติม



