Gartner Inc. บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้เปิดเผยรายงานคาดการณ์สำคัญด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ ประจำปี 2569 ที่ชี้ให้เห็นว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เส้นแบ่งระหว่าง “มนุษย์ เครื่องจักร และองค์กร” เริ่มเลือนลางจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

Rita Sallam รองประธานนักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า การเปลี่ยนแปลงของ AI ในแต่ละปีนั้นรวดเร็วราวกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ โดยในปี 2569 และต่อเนื่องไปถึงปี 2573 ทิศทางของ AI จะขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ช่วย” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” อย่างเต็มตัว

เราสรุป 7 ประเด็นสำคัญที่ผู้นำองค์กรและคนสาย D&A ต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นลูกใหม่นี้

  1. การสรรหาบุคลากรยุคใหม่: “AI Cert” คือภาคบังคับ

ภายในปี 2570 กระบวนการจ้างงานถึง 75% จะไม่ได้ดูแค่ Resume หรือประสบการณ์เดิมอีกต่อไป แต่จะมีการบรรจุ “การทดสอบและใบรับรองความเชี่ยวชาญด้าน AI สำหรับการทำงาน” ไว้ในขั้นตอนการสรรหา สาเหตุหลักมาจากนวัตกรรม AI ที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด ทำให้ผู้นำต้องเร่งปรับกลยุทธ์ Tech Talent หากไม่อยากเดินตามหลังคู่แข่งที่สามารถดึงศักยภาพการทำงานร่วมกันระหว่าง “มนุษย์และ AI” มาใช้ได้จริง

  1. จุดจบของ Productivity Tools แบบเดิม

เป็นเวลากว่า 30 ปีที่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (เช่น Office Suite ต่างๆ) ครองตลาดด้วยรูปแบบเดิมๆ แต่ภายในปีหน้า (2570) การมาถึงของ GenAI และ AI Agent จะสั่นคลอนตลาดที่มีมูลค่ากว่า 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์นี้อย่างรุนแรง จากเดิมที่เราต้องเริ่มจาก “หน้ากระดาษเปล่า” AI จะกลายเป็นผู้รวบรวมเนื้อหาและสังเคราะห์ข้อมูลให้เราทันที แม้แต่การแก้ไขงาน AI ก็จะทำหน้าที่เขียนซ้ำ (Rewrite) แทนที่มนุษย์จะลงมือแก้เองทีละจุด

  1. ยุคแห่ง Agentic AI และข้อมูลจากโลกกายภาพ

Gartner คาดการณ์ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า (2572) AI Agent จะสร้างข้อมูลจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical World) มากกว่าข้อมูลดิจิทัลจากแอปพลิเคชันรวมกันถึง 10 เท่า ข้อมูลเหล่านี้เรียกว่า “Trajectory Data” ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงตรรกะและพื้นที่จากการปฏิสัมพันธ์ของ AI กับโลกจริง สิ่งนี้คือขุมทรัพย์มหาศาลสำหรับ “World Models” ที่จะช่วยให้การพยากรณ์และจำลองสถานการณ์ต่างๆ แม่นยำขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

  1. ธรรมาภิบาล AI: จากนโยบายสู่ ‘Digital Contract’

ภายในปี 2573 องค์กรกว่า 50% จะเริ่มใช้ Autonomous AI Agents ในการตีความนโยบายธรรมาภิบาลและมาตรฐานทางเทคนิค โดยเปลี่ยนให้เป็น “ข้อตกลงดิจิทัลที่เครื่องตรวจสอบได้” (Machine-readable contracts) เพื่อบังคับใช้นโยบายแบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม Gartner เตือนว่าครึ่งหนึ่งของโปรเจกต์ AI ที่ล้มเหลว จะเกิดจากระบบธรรมาภิบาลที่ไม่ครอบคลุมพอในขณะทำงาน (Runtime Enforcement) ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งเงินและชื่อเสียง

  1. ผู้นำยุค AI ต้องมี “Soft Skills” เป็นอาวุธ

แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปเพียงใด แต่ภายในปี 2573 องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ AI จะมีผู้นำที่ให้ความสำคัญกับ “ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” (Interpersonal Skills) ถึง 60% ตำแหน่ง CDAOs ที่เก่งเรื่องการสร้างพันธมิตรและโน้มน้าวใจจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอย่าง CEO ได้มากขึ้น เพราะองค์กรต้องการวิสัยทัศน์ที่นำโดยมนุษย์เพื่อควบคุมศักยภาพของ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  1. Universal Semantic Layer: โครงสร้างพื้นฐานที่ ‘ต้องมี’

ในอีก 4 ปีข้างหน้า Universal Semantic Layer หรือชั้นข้อมูลที่เป็นมาตรฐานหนึ่งเดียวทั่วทั้งองค์กร จะมีความสำคัญเทียบเท่ากับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ นี่คือทางเดียวที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำของ AI, บริหารจัดการต้นทุน และลด “หนี้ทางเทคนิค” (Technical Debt) ของระบบ AI ลงได้ ผู้นำ D&A จึงควรเริ่มจัดสรรงบประมาณเพื่อวางรากฐานด้าน Semantic ตั้งแต่ตอนนี้

  1. การบริหารความเสี่ยงจะย้ายไปอยู่ที่ AI Engineering

ภายในปี 2571 บทบาทการบริหารความเสี่ยงด้านเนื้อหาจะย้ายจากฝ่ายกฎหมายหรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไปเป็นหน้าที่ของ “AI Engineering” ถึง 50% การลดความเสี่ยงจะถูกฝังอยู่ในกระบวนการออกแบบระบบตั้งแต่ต้น (Control by Design) เพื่อให้การตัดสินใจของ AI สอดคล้องกับจริยธรรมและบริบทเฉพาะของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ Gartner แนะนำว่าผู้นำควรเริ่มทดลองใช้ AI Agent ในกระบวนการที่ความเสี่ยงต่ำก่อน เช่น การเจรจาต่อรองข้อมูลอัตโนมัติ พร้อมกับตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอเจนท์เหล่านั้นสามารถเข้าใจบริบทได้อย่างถูกต้องก่อนที่จะขยายสเกล เพราะในโลกปี 2026 เป็นต้นไป AI จะไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของ “ความไว้วางใจ” และ “การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร” อย่างแท้จริง

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: