ในที่สุดข่าวลือหนาหูที่สะพัดไปทั่ววงการแฟชั่นก็กลายเป็นความจริง และนี่ไม่ใช่แค่การซื้อขายกิจการธรรมดา แต่มันคือการ “คืนถิ่น” ของแบรนด์ระดับตำนาน เมื่อ Prada Group ประกาศปิดดีลเข้าซื้อกิจการ Versace จาก Capri Holdings อย่างเป็นทางการด้วยมูลค่า 1.375 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท)
การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการลักชูรีโลก เพราะนี่คือการผนึกกำลังของสองขั้วอำนาจแฟชั่นอิตาลีที่มีคาแรคเตอร์ต่างกันสุดขั้ว ฝั่งหนึ่งคือ Prada ที่ขึ้นชื่อเรื่องความ Intellectual, Minimal และความขบถทางปัญญา ส่วนอีกฝั่งคือ Versace ที่เป็นนิยามของความ Bold, Glamour และความเซ็กซี่ที่เย้ายวน
วันนี้ Thumbsup จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังดีลนี้ ว่าทำไม Prada ถึงกล้าทุ่มเงินสดมหาศาลในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน และแผนต่อจากนี้ของอาณาจักรแฟชั่นอิตาลีใหม่นี้จะเป็นอย่างไร

การเปลี่ยนมือจากอเมริกาสู่อิตาลี
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2025 Prada S.p.A. ได้ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ Versace จาก Capri Holdings Limited กลุ่มทุนจากสหรัฐอเมริกา และเป็นบริษัทแม่ของ Michael Kors กับ Jimmy Choo ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Capri Holdings ประสบปัญหาในการควบรวมกิจการกับ Tapestry (บริษัทแม่ของ Coach) ที่ถูกระงับด้วยเหตุผลด้านการผูกขาดทางการค้า ทำให้ Prada สบช่องกระโจนเข้าคว้าเพชรเม็ดงามนี้ทันที
เงื่อนไขของดีลนี้คือการชำระด้วยเงินสด มูลค่า 1.375 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสำหรับ Capri Holdings แล้ว เงินก้อนนี้เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่จะนำไปชำระหนี้สินจำนวนมหาศาล เพื่อปรับปรุงงบดุลของบริษัทให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง รวมถึงโฟกัสไปที่แบรนด์หลักอย่าง Michael Kors และ Jimmy Choo แทน
ทำไม Prada ถึงเป็นผู้ล่า?
หากกางงบการเงินดู จะเห็นภาพชัดเจนว่าทำไม Prada Group ถึงอยู่ในสถานะที่ พร้อมช้อปปิ้ง
- Prada Group แข็งแกร่งสวนกระแส: ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2025 Prada Group ทำรายได้สุทธิไปถึง 4,070 ล้านยูโร เติบโตขึ้น 9% ซึ่งถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องถึง 19 ไตรมาสติดต่อกัน
- Miu Miu คือหัวหอกทะลวงฟัน: ในขณะที่แบรนด์พี่ใหญ่อย่าง Prada อาจจะชะลอตัวลงเล็กน้อย (-1.6% ใน 9 เดือนแรก) แต่แบรนด์น้องสาวอย่าง Miu Miu กลับทำผลงานได้ระเบิดเถิดเทิงด้วยการเติบโตถึง 41% กลายเป็นแบรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ ความสำเร็จของ Miu Miu คือเครื่องพิสูจน์ว่ากลยุทธ์การตลาดและการดีไซน์ของกลุ่ม Prada นั้น เฉียบคม เพียงใด
- Capri Holdings อยู่ในช่วงตั้งหลัก: ในทางกลับกัน Capri Holdings รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 (สิ้นสุด ก.ย. 2025) รายได้ลดลง 2.5% และมีผลขาดทุนสุทธิ การขาย Versace จึงเป็นการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ทำให้บริษัทมีความคล่องตัวทางการเงินมากขึ้น
เมื่อ “สมอง” มาเจอกับ “สรีระ”
ความน่าสนใจของดีลนี้อยู่ที่ Portfolio Management หรือการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ของ Prada Group ปัจจุบันพวกเขามี
- Prada: ความเท่แบบปัญญาชน (Intellectual Cool)
- Miu Miu: ความขบถที่ขี้เล่นและอ่อนเยาว์ (Playful Rebel)
- Church’s / Car Shoe: ความคลาสสิกของรองเท้า (Heritage Footwear)
การเติม Versace เข้ามา คือการเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ นั่นคือ Seductive Glamour หรือความหรูหราที่ฉูดฉาดและเซ็กซี่ ซึ่งเป็นตลาดที่ Prada Group ยังขาดไป นี่ไม่ใช่แค่การซื้อแบรนด์ แต่เป็นการซื้อ Access เข้าสู่ฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ชอบความหวือหวาและ Logomania ซึ่งแตกต่างจากลูกค้า Prada เดิม
Lorenzo Bertelli และ Dario Vitale เลือดใหม่ผู้กุมบังเหียน
ไฮไลท์สำคัญที่นักการตลาดต้องจับตามองคือโครงสร้างการบริหารใหม่ ทันทีที่ปิดดีล มีการวางตัวละครสำคัญที่จะมากู้วิกฤตศรัทธาของ Versace
- Lorenzo Bertelli: ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ Miuccia Prada และ Patrizio Bertelli จะเข้ามารับตำแหน่ง Executive Chairman ของ Versace เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการพลิกโฉม Digital Marketing และ Sustainability ของ Prada Group ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงมาคุม Versace ด้วยตัวเองสะท้อนว่า Prada เอาจริงกับโปรเจกต์นี้แค่ไหน
- Dario Vitale: อดีต Design Director จาก Miu Miu จะเข้ามารับไม้ต่อจาก Donatella Versace ในฐานะ Creative Director คนใหม่ นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า Prada ต้องการอัดฉีดความสำเร็จแบบ Miu Miu เข้าไปใน Versace นั่นคือการทำให้แบรนด์เก่าแก่กลับมาเป็นที่ต้องการของ Gen Z อีกครั้ง
ส่วน Donatella Versace หญิงแกร่งแห่งวงการ ได้โพสต์อำลาผ่าน Instagram ด้วยข้อความสุดซึ้งถึง Gianni พี่ชายผู้ล่วงลับ โดยบอกว่า “วันนี้คือวันที่ Versace ได้เข้าร่วมครอบครัว Prada… ฉันนึกถึงรอยยิ้มที่คงจะอยู่บนใบหน้าของพี่” ซึ่งเป็นการส่งไม้ต่ออย่างสมเกียรติและเต็มไปด้วยความหวัง
แม้ดีลนี้จะดูสวยหรู แต่หนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ Versace ในยุคหลังภายใต้ Capri Holdings ประสบปัญหาเรื่อง Brand Identity ที่เริ่มแกว่ง และการพึ่งพาสินค้าโลโก้มากเกินไปจนขาดความขลัง ดังนั้นความท้าทายของ Prada Group หลังจากนี้คือ
- Balancing Act: จะทำอย่างไรให้ Versace ทันสมัยและเข้าถึง Gen Z ได้ (เหมือนที่ทำกับ Miu Miu) โดยไม่ทิ้งรากเหง้าความ Luxury และความ Bold ที่เป็น DNA ของแบรนด์
- Product Strategy: การปรับ Product Mix ให้มีความสมดุลระหว่าง Commercial Items (ขายเอากำไร) กับ Runway Pieces (สร้างภาพลักษณ์) ซึ่ง Prada ถนัดเรื่องนี้มาก ดูได้จากความสำเร็จของกระเป๋ารุ่น Arcadie หรือ Wander ของ Miu Miu
- Operational Excellence: การดึง Versace เข้ามาอยู่ใน Supply Chain และระบบการผลิตของ Prada Group น่าจะช่วยเพิ่ม Margin และคุณภาพสินค้าได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์แฟชั่นอิตาลี
Thubmsup มองว่า ดีลนี้คืออีกกรณีศึกษาของการทำธุรกิจครอบครัวที่ขยายอาณาจักรได้อย่างน่าสนใจ Prada Group ไม่ได้แค่ซื้อ ชื่อ แต่กำลังซื้อ ศักยภาพที่ถูกซ่อนไว้
หาก Prada สามารถใส่ Magic Sauce แบบเดียวกับที่ปั้น Miu Miu ให้โต 41% เข้าไปใน Versace ได้ เราอาจจะได้เห็น Medusa กลับมามีชีวิตและทรงพลังที่สุดในรอบทศวรรษ และที่สำคัญ นี่คือการประกาศศักดาของ Made in Italy ที่ดึงสมบัติของชาติกลับคืนมาจากทุนอเมริกันได้อย่างภาคภูมิใจ
จากนี้ไปต้องจับตาดูคอลเลกชันแรกภายใต้การนำของ Dario Vitale ว่าจะ ‘Pazzo’ (บ้าคลั่ง) และ ‘Bellissimo’ (สวยงาม) แค่ไหน… ตลาดแฟชั่นปีหน้าบอกเลยว่า “เดือด” แน่นอน
อ่านเพิ่มเติม



