the sirens' call

เคยเป็นไหม? เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง คุณก้มลงมองหน้าจอด้วยความตั้งใจว่าจะเช็กแค่แป๊บเดียว แต่รู้ตัวอีกที เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง คุณยังคงไถฟีดไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จุดหมาย และเริ่มสงสัยว่าเวลาชีวิตหายไปไหนหมด

ถ้าคำตอบคือเคย ซึ่งเชื่อว่าทุกคนเคย บอกเลยว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว และที่สำคัญ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ

ในยุคที่ทุกการปัด, การคลิก และทุก Notification ถูกออกแบบมาอย่างวิศวกรรมเพื่อยึดครองสมาธิของคุณ ทำให้ ความสนใจ ได้กลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทุ่มงบมหาศาลเพื่อหาวิธีตรึงคุณไว้หน้าจอให้นานที่สุด

วันนี้ Thumbsup หยิบหนังสือ The Sirens’ Call ของ Chris Hayes มาถอดรหัสให้เห็นกันชัด ๆ ว่าทำไมสมองของเราถึงพ่ายแพ้ต่อดิจิทัล และเราจะทวงคืนชีวิตของเรากลับมาได้อย่างไร

the sirens' call

เมื่อเทคโนโลยีร้องเรียกหาเรา

ลองจินตนาการถึง คาเรน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดวัย 30 กลาง ๆ เธอนอนอยู่บนเตียงตอน 5 ทุ่ม โดยมีสมาร์ทโฟนอยู่ห่างจากใบหน้าไม่กี่นิ้ว เธอสัญญากับตัวเองว่าจะเช็กงานอีกแค่นิดเดียวก่อนนอน… แต่นั่นคือเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว

นิ้วโป้งของเธอยังคงทำหน้าที่ไถหน้าจอต่อไป ข่าวโลกร้อน รูปเที่ยวของเพื่อน คลิปแมวเล่นเปียโน เนื้อหาเหล่านี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย แต่เธอหยุดไม่ได้ ตาเริ่มล้า สมองเริ่มกังวลกับเดดไลน์พรุ่งนี้ แต่เธอก็ยังไม่วางมือถือ

คาเรนไม่ใช่คนขี้เกียจ และไม่ได้เป็นคนอ่อนแอ แต่เธอกำลังติดอยู่ใน กับดัก ที่ออกแบบโดยวิศวกรหัวกะทิระดับโลก สีสันบนหน้าจอ เสียงแจ้งเตือน และจังหวะการรีเฟรช ทุกอย่างถูก Optimize มาเพื่อให้เธอเสพติด ทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดของเธออย่างสมาธิกำลังถูกเก็บเกี่ยวไปโดยที่เธอไม่ยินยอม

ในตำนานกรีกโบราณ ไซเรน คือปีศาจเสียงไพเราะที่ล่อลวงกะลาสีเรือให้แล่นไปชนหินโสโครกจนตัวตาย โอดิสเซียส รอดมาได้เพราะเขาสั่งให้ลูกเรือมัดตัวเขาไว้กับเสากระโดงเรือและให้ทุกคนอุดหูด้วยขี้ผึ้ง เขาได้ยินเสียงเรียก แต่เขาไม่สามารถกระโจนออกไปหาความตายได้

แต่ไซเรนในยุคปัจจุบันไม่ได้ร้องเพลง พวกมันส่งเสียง ติ๊ง หรือสั่น ครืด และเปล่งแสง วูบวาบ ซึ่งต่างจากโอดิสเซียสตรงที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่มีใครมาคอยมัดเราไว้กับเสา เรากำลังแล่นเรือเข้าหาหินโสโครกโดยเชื่อว่าเรากำลังคุมพวงมาลัยอยู่

ราคาที่คุณต้องจ่ายด้วยการโฟกัส

ทุกครั้งที่คุณปลดล็อกหน้าจอ การประมูลเงียบ ๆ ได้เริ่มต้นขึ้น แบรนด์ แพลตฟอร์ม และ Content Creator (รวมถึงพวกเราด้วย) กำลังประมูลสิ่งที่แพงกว่าเงินตรา นั่นคือ ความสนใจของคุณ

ลองคิดดูว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันรับข้อมูลในหนึ่งวันเท่ากับที่คนยุคก่อนใช้เวลาเป็นเดือนในการประมวลผล ดิจิทัลมอบโอกาสในการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ทิ้งให้เราจมอยู่กับฟีดที่อัดแน่นและการแจ้งเตือนที่ถาโถม

ในเชิงวิวัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วเกินกว่าสมองมนุษย์จะปรับตัวทัน การควบคุมความสนใจจึงกลายเป็นทักษะที่ยากและมีมูลค่า และเมื่อมีมูลค่า มันก็กลายเป็นเงิน บริษัทเทคโนโลยีจึงทำทุกทางเพื่อจับจ้องสายตาเราด้วยฟอร์แมตที่สั้นลง เร็วขึ้น และสว่างไสวขึ้น

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Attention Economy หรือเศรษฐศาสตร์ความสนใจ สายตาของคุณคือโปรดักต์ ทุกวินาทีที่คุณอยู่บนแพลตฟอร์ม แปลเป็นรายได้จากโฆษณา ข้อมูลที่ถูกเก็บ และอิทธิพลของอัลกอริทึม ฟีเจอร์ Auto-play ถูกสร้างมาเพื่อลดแรงเสียดทานในการเลือกดูคลิปต่อไป การเลื่อนแบบ Infinite Scroll ทำลายจุดหยุดตามธรรมชาติที่เคยมีในสื่อยุคเก่าอย่างหนังสือพิมพ์

Chris Hayes ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ความสนใจมีไว้เพื่อแก้ปัญหา และปัญหาก็คือข้อมูลที่มีมากเกินไป แต่เมื่อเวลาในหนึ่งวันมีจำกัด ทรัพยากรนี้จึงเป็น Zero-sum game เหมือนน้ำมันหรือทองคำ เพราะ คุณสามารถเปลี่ยนเวลาเป็นเงินได้ แต่เงินเท่าไหร่ก็ซื้อเวลาคืนมาไม่ได้

สมองของคุณเมื่ออยู่บนโซเชียลมีเดีย

ภาพจำของ ตู้สล็อตแมชชีน ในคาสิโน คือตัวอย่างที่ดีที่สุด แสงสี เสียงดนตรี และความไม่แน่นอนว่ารอบนี้จะชนะหรือแพ้ ทุกครั้งที่โยกคันโยก สมองจะหลั่งสาร โดปามีน ออกมา

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป๊ะ ๆ เวลาคุณ Refresh หน้าฟีดโซเชียลมีเดีย

สมองของเรารักความพึงพอใจ แม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับความสุขถี่ขนาดนี้ เมื่อคุณปลดล็อกมือถือ ฟีดใหม่ ๆ ก็เด้งขึ้นมา การแจ้งเตือนกระตุ้นให้คุณกลัวตกข่าว และ Auto-play ก็ป้อนความสุขราคาถูกให้คุณทันที นี่คือรางวัลคุณภาพต่ำแต่มาอย่างต่อเนื่อง

มันคือการพนันรูปแบบหนึ่งที่มีผู้ชนะเพียงคนเดียวคือ เจ้าของแพลตฟอร์ม

แม้เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณหยุดดู มันสร้างกำไรให้บริษัทผ่านยอดวิวหรือการยิงแอด แต่ผู้ใช้งานอย่างเรากลับเสียสมาธิ เครียด และรู้สึกท่วมท้น กฎหมายและระบบราชการยังตามไม่ทันเทคโนโลยีนี้ ทำให้โมเดลธุรกิจการเก็บเกี่ยวความสนใจกลายเป็นธุรกิจที่กำไรมหาศาลที่สุดในโลกโดยแทบไร้การควบคุม

ทำไมเราถึงละสายตาไม่ได้?

ถ้าเรารู้ว่ามันไม่ดี ทำไมเราไม่แค่วางมือถือลง?

เพื่อเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจจิตวิทยาของความสนใจ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท:

  1. Active Attention: เราเลือกใช้มันอย่างตั้งใจ จำเป็นสำหรับการทำงานลึก
  2. Involuntary Attention: เกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งเร้า เพื่อระวังภัย
  3. Social Attention: ความต้องการการยอมรับจากผู้อื่น

สื่อยุคใหม่ใช้ประโยชน์จากทั้ง 3 อย่างนี้ แทรกแซงสมาธิของคุณด้วยโฆษณา ดึงความสนใจสัญชาตญาณด้วยข่าวด่วน และป้อนความต้องการทางสังคมด้วยยอดไลก์และคอมเมนต์

นอกจากนี้ เรายังมี ความกลัวที่จะอยู่กับตัวเอง สมองมนุษย์เป็นเครื่องจักรประมวลผลที่ซับซ้อน เมื่อไม่มีงานให้ทำ มันจะเริ่มวิเคราะห์ตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่ความฟุ้งซ่าน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการขังเดี่ยวถึงเป็นการลงโทษที่ทรมานที่สุด ความเบื่อหน่ายจึงเป็นสิ่งที่คนยุคนี้ทนไม่ได้ และต้องคว้ามือถือมาไถเพื่อกลบเกลื่อนความว่างเปล่า

Hayes เรียกว่า The King’s Paradox ยิ่งสมองได้รับการกระตุ้นมากเท่าไหร่ มันยิ่งกระวนกระวายมากเท่านั้น ความสุขของมนุษย์อยู่กึ่งกลางระหว่างการมีโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญ และความสามารถในการปล่อยวาง

ความโดดเดี่ยวในโลกที่เชื่อมต่อกัน 

ผลลัพธ์ของการขาดแคลนสมาธิคือ ความแปลกแยก

ในมุมมองของ Karl Marx แรงงานในระบบทุนนิยมถูกลดทอนความเป็นมนุษย์จนกลายเป็นฟันเฟือง ใน Attention Economy พลังงานทางจิตใจของเราก็ถูกสกัดและเปลี่ยนเป็นสินค้าเช่นกัน

เคยไหม? หมดพลังไปกับการตอบอีเมลทั้งวันจนไม่ได้แตะโปรเจกต์ใหญ่ หรือนั่งประชุมเรื่องไร้สาระจนหมดไฟ นี่คือภาวะแปลกแยกจากงานที่คุณทำ แม้จะยุ่งทั้งวันแต่กลับรู้สึกว่างเปล่า

ปัญหานี้ลามไปถึงระดับโครงสร้างสังคม การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธเกรี้ยวบนโซเชียล สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงแต่สั้นกุด คนที่รู้สึกแปลกแยกจะโหยหาการเป็นส่วนหนึ่ง ทำให้ง่ายต่อการถูกชักจูงด้วยแนวคิดสุดโต่ง ทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งอัลกอริทึมมักจะให้รางวัลเนื้อหาเหล่านี้เพราะมันดึงดูดคนได้ดีที่สุด

ถึงเวลาทวงคืนสิ่งที่เป็นของคุณ

ในเมื่อโลกดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปแล้ว เราจะทำอย่างไร? การทวงคืนสมาธิไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นวาระทางสังคม

  1. Digital Minimalism: ลดผลกระทบของสื่ออย่างตั้งใจ ปิด Notification แอปที่ไม่จำเป็น (เชื่อเถอะว่าส่วนใหญ่ไม่จำเป็น) ทำพื้นที่ปลอดมือถือในห้องนอน หรือลองใช้โหมดหน้าจอขาวดำ (Grayscale) เพื่อลดแรงกระตุ้นจากสีสัน
  2. ฝึกสติ: ฟื้นฟู Active Attention ด้วยการทำงานแบบ Single-tasking เลิกทำหลายอย่างพร้อมกัน ฝึกสมาธิเพื่อให้สมองเรียนรู้ที่จะอยู่กับความฟุ้งซ่านโดยไม่เตลิด อ่านหนังสือเป็นเล่มแทนการอ่านฟีด
  3. สร้างความสัมพันธ์ในโลกจริง: นัดเจอเพื่อนแบบ Offline วางมือถือและสบตากันจริง ๆ ลดการพึ่งพาความสุขปลอม ๆ จากยอดไลก์
  4. เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง: ตระหนักว่าเรื่องนี้ต้องแก้ที่โครงสร้าง กฎหมายต้องเข้ามาควบคุมกลยุทธ์ของบริษัทเทคโนโลยี เช่นที่ EU เริ่มจัดการเรื่อง Loot boxes ในเกม

เมื่อมองกลับมาที่ คาเรน 3 เดือนผ่านไป เธออาจจะยังไม่ชนะสงครามกับไซเรนอย่างเด็ดขาด แต่เธอสร้าง เสากระโดงเรือ ของตัวเองได้แล้ว เธอเริ่มนอนหลับดีขึ้นจากการงดจอมือถือก่อนนอน เธอเริ่มมีความคิดสร้างสรรค์กลับมาจากการปล่อยให้ตัวเอง เบื่อ บ้างในระหว่างเดินทาง

Thumbsup มองว่า ในฐานะคนทำงานสายการตลาด เรามักอยู่สองฝั่งของสมรภูมินี้ ฝั่งหนึ่งเราคือคนที่พยายามแย่งชิง Attention จากผู้คนเพื่อสร้างยอดขาย แต่อีกฝั่งหนึ่ง เราคือมนุษย์ที่ต้องการสมาธิและความสงบสุขทางจิตใจ

บทเรียนจาก The Sirens’ Call ไม่ได้บอกให้เราโยนมือถือทิ้ง แต่บอกให้เรา ตื่นรู้ ว่าเรากำลังเล่นเกมอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้เครื่องมือที่เราสร้างขึ้นมาใช้งานเรา แทนที่เราจะเป็นคนใช้งานมัน

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน สมาธิ คือทรัพยากรเดียวที่จะทำให้คุณสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่า และใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการได้อย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: