ข่าวการระงับและตรวจสอบการใช้งาน Grok AI ในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่คนในวงการเทคโนโลยีและการตลาดต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนว่าภูมิภาคเรากำลัง “ปฏิเสธ” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แต่อย่างใด แต่มันคือนัยสำคัญที่บ่งบอกว่า “การกำกับดูแล” (Governance) กำลังวิ่งไล่ตาม “การใช้งานจริง” (Adoption) ไม่ทัน
Takanori Nishiyama ผู้บริหารจาก Keeper Security ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมมากในเรื่องนี้ โดยเขามองว่า AI ในปัจจุบันไม่ใช่แค่เครื่องมือ (Passive Tools) ที่รอรับคำสั่งเฉยๆ อีกต่อไป แต่มันทำงานได้โดยอัตโนมัติ (Autonomously) สามารถประมวลผลข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และที่น่ากังวลคือมันเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการสำคัญขององค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาใหญ่ที่ Nishiyama ชี้ให้เห็นคือการเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Shadow AI” หรือการใช้เครื่องมือ AI โดยไม่มีการควบคุมดูแล ซึ่งเปรียบเสมือนระเบิดเวลาทางไซเบอร์ เพราะ AI เหล่านี้กลายเป็น Digital Identity รูปแบบใหม่ที่ทำงานด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร (Machine speed) อยู่นอกเหนือการควบคุมความปลอดภัยแบบดั้งเดิม ลองจินตนาการดูว่าถ้า AI ที่พนักงานเราแอบใช้ เกิดทำข้อมูลลูกค้าหลุด หรือสร้างผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยนจนกู้คืนไม่ได้ ความเสียหายต่อแบรนด์จะมหาศาลแค่ไหน

บริบทของ APAC ในตอนนี้มีความท้าทายเรื่องความ “ไม่เป็นเอกภาพ” สูงมาก ในขณะที่สิงคโปร์มี AI Verify framework เป็นกรอบการทำงานที่ชัดเจน ญี่ปุ่นกลับเลือกใช้โมเดล Soft-law ที่เน้นนวัตกรรมมาก่อน แต่ประเทศเพื่อนบ้านเรากลับเริ่มใช้มาตรการ “แบน” เพื่อหยุดความเสี่ยง ความแตกต่างของกฎระเบียบข้ามพรมแดนนี้สร้างความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน (Uneven risk exposure) ให้กับธุรกิจที่มีสาขาในหลายประเทศ
Gartner เคยออกมาเตือนแล้วว่าภายในปี 2027 การตัดสินใจทางธุรกิจกว่า 50% จะถูกขับเคลื่อนหรือช่วยเหลือโดย AI ดังนั้นประเด็นเรื่อง “ความรับผิดชอบ” (Accountability) และ “การตรวจสอบย้อนกลับ” (Traceability) จึงไม่ใช่เรื่องที่รอได้อีกต่อไป
ทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่การ “แบนแบบเหมาเข่ง” (Blanket bans) ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการแข่งขัน แต่คือการสร้าง “Enforceable Guardrails” หรือราวกั้นที่บังคับใช้ได้จริง องค์กรต้องเปลี่ยน Mindset จากการป้องกันที่ปลายเหตุ มาสู่การใช้ระบบความปลอดภัยที่เน้นอัตลักษณ์ (Identity-first security) การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเท่าที่จำเป็น (Least-privilege access) และต้องมีมนุษย์คอยกำกับดูแลในส่วนที่มีความเสี่ยงสูง (Human oversight)
กรณีศึกษาของ Grok ใน SEA ครั้งนี้ เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้แบรนด์และนักการตลาดเห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่ความฉลาดของ AI แต่คือความสามารถในการบริหารจัดการ “ความเชื่อมั่น” (Trust) ครับ การมีธรรมาภิบาล AI ที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของ Compliance เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถใช้นวัตกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อข้อมูลผู้บริโภค ในยุคที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน องค์กรที่สร้าง “Guardrails” ได้แข็งแรงกว่า คือผู้ที่จะวิ่งไปข้างหน้าได้เร็วกว่าและปลอดภัยกว่าในสนามนี้



