วันนี้ Thumbsup จะพาไปถอดรหัสกลยุทธ์เบื้องหลังเวทมนตร์ของ Disney ที่เปลี่ยนจาก “สวนสนุก” ให้กลายเป็น “เครื่องจักรผลิตความสุข (และรายได้)” ที่ธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะ SME หรือ Startup สามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้
“Do what you do so well”
ก่อนจะไปถึงเรื่องถังขยะ เราต้องย้อนกลับไปที่รากฐานความคิดของ Walt Disney ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งนี้ เขาเคยกล่าวประโยคทองที่เป็นเหมือนคัมภีร์ของชาว Disney ว่า
“Do what you do so well that they will want to see it again and bring their friends.”
Disney ศึกษา Customer Journey อย่างบ้าคลั่ง พวกเขารู้ว่า Pain Point ใหญ่ที่สุดของการมาสวนสนุกคือ “การรอคิว”
Psychology of Waiting: หลักจิตวิทยากล่าวว่า “เวลาที่ว่างเปล่า จะรู้สึกยาวนานกว่าเวลาที่มีอะไรทำ”
Solution: Disney จึงเปลี่ยนทางเดินรอคิวให้เป็น Interactive Zone มีหน้าจอเล่าเรื่องราว มีเกมให้เล่น หรือตกแต่งให้เหมือนเรากำลังเดินเข้าสู่ฐานทัพลับ (เช่นใน Star Wars: Galaxy’s Edge) ทำให้การรอคิวกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเล่น
Tech Enablement: ระบบ FastPass หรือ Disney Genie+ ในปัจจุบัน คือการใช้ Technology เข้ามาแก้ Pain Point เรื่องเวลา ช่วยให้ลูกค้าวางแผนได้ ลดความเครียด และเพิ่ม Satisfaction Rate
3. Details Matter มองผ่านสายตาเด็ก 7 ขวบ
Walt Disney เคยสั่งให้ทีมงานนั่งยองๆ ลงกับพื้น เพื่อมองโลกในระดับสายตาของเด็ก 7 ขวบ
Investment: Disney ยอมลงทุนกับเรื่องพวกนี้มากกว่าสวนสนุกทั่วไป 3-4 เท่า เพราะเขารู้ว่า “ปีศาจ (และความสำเร็จ) อยู่ในรายละเอียด”
4. Cast Members: พนักงานคือนักแสดง ไม่ใช่ลูกจ้าง
ที่ Disney ไม่มีพนักงาน มีแต่ “Cast Members”
On-stage vs. Backstage: เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในพื้นที่สวนสนุก นั่นคือคุณกำลัง “On-stage” พนักงานทำความสะอาดไม่ได้แค่กวาดขยะ แต่เขากำลัง “แสดงบทบาท” ของผู้ดูแลเมืองแห่งความสุข
Empowerment: Disney ให้อำนาจพนักงานในการ “Break the Script” ตัวอย่างคลาสสิกคือ พนักงานเห็นเด็กร้องไห้เพราะไอศกรีมตก พนักงานสามารถเดินไปตักโคนใหม่มาให้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้จัดการ
Service Recovery: การเปลี่ยนช่วงเวลาที่เลวร้าย (ไอศกรีมตก) ให้กลายเป็นความประทับใจสูงสุด (ได้อันใหม่ฟรีแบบไม่คาดฝัน) คือสุดยอดกลยุทธ์มัดใจลูกค้า