ถ้าใครที่ติดตามตัวเลข Box Office ของไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจมาก คือการกลับมาอย่างมีนัยสำคัญของภาพยนตร์ไทย ไม่ใช่แค่ในแง่ของกระแสความนิยม แต่เป็นตัวเลขรายได้ที่จับต้องได้จริง และเมื่อกางข้อมูลดูไส้ใน จะพบว่าผู้เล่นที่ยืนหนึ่งอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็งนี้คือ M STUDIO
วันนี้ Thumbsup จะพามาแกะรหัสความสำเร็จ และที่สำคัญกว่านั้นคือการกางแผนในอนาคตจองผู้ผลิตหนังเจ้านี้ เพราะล่าสุด M STUDIO ประกาศว่าปี 2569 จะเป็นปีทองของอุตสาหกรรมหนังไทย พร้อมกับการปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ จากแค่การทำหนังขายตั๋ว สู่การเป็น Content และ IP Business เต็มรูปแบบ

เพราะเมื่อตัวเลขรายได้ไม่เคยโกหก
ก่อนจะไปดูอนาคต ก็ต้องเข้าใจปัจจุบันก่อน จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมา ส่วนแบ่งทางการตลาดของสตูดิโอไทยในปี 2025 นั้น M STUDIO กินรวบไปถึง 61% และหากย้อนกลับไปดูข้อมูลย้อนหลังจะพบจุดที่น่าสนใจดังนี้
- ปี 2023: M STUDIO มีส่วนแบ่ง 39% (ในขณะที่ไทบ้านครองไป 35%)
- ปี 2024: M STUDIO ขยับขึ้นมาเป็น 54% (ทิ้งห่าง GDH ที่ 22%)
- ปี 2025: พุ่งทะยานสู่ 61% ด้วยรายได้รวม 930.9 ล้านบาท จากภาพยนตร์ทั้งหมด 13 เรื่อง
อีกเรื่องที่ต้องจับตามองคือ ในปี 2025 ตลาดรวมหนังไทยมีมูลค่าประมาณ 1,518.25 ล้านบาท จากภาพยนตร์ทั้งหมด 52 เรื่อง แต่ M STUDIO ใช้หนังเพียง 13 เรื่องในการกวาดรายได้เกือบพันล้าน นี่สะท้อนให้เห็นถึงตัวเลขประสิทธิภาพต่อเรื่องที่สูงมาก หรือพูดง่าย ๆ คือ ยิงน้อย แต่เข้าเป้าใหญ่
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ CEO ของ M STUDIO ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่หลักประกันของอนาคต เพราะสมรภูมิเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่คุณค่าของคอนเทนต์ และความสามารถในการต่อยอดในระยะยาว

จาก Movie Business สู่ IP Business
นักการตลาดต้องขีดเส้นใต้คำนี้ไว้เลย IP Business
ในอดีต โมเดลธุรกิจหนังคือตรงไปตรงมามาก ๆ คือ สร้างหนัง -> ฉายโรง -> ขายสายหนัง/แผ่น -> จบ แต่ M STUDIO กำลังจะบอกว่า หนังหนึ่งเรื่องคือ สินทรัพย์ ที่ต้องสร้างมูลค่าได้มากกว่าแค่ตั๋วหนัง
กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ ธี่หยด
ธี่หยด ไม่ได้เป็นแค่หนังผีที่ทำเงินถล่มทลายในไทย แต่ถูกทรานส์ฟอร์มให้เป็น Product ในระดับ Global
- Exporting Content: ขายลิขสิทธิ์ไปกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตลาดใหญ่อย่าง รัสเซีย บราซิล และสหรัฐฯ
- Experience Economy: จับมือกับ Universal Studios Singapore สร้างบ้านผีสิงธีมธี่หยด ซึ่งนี่คือการเล่นกับ Experience Marketing ระดับโลก
- Cross-Platform: การนำเข้าฉายในแพลตฟอร์ม Streaming ในกว่า 190 ประเทศ
ยุทธศาสตร์ปี 2569 ของ M STUDIO จึงไม่ใช่แค่การตั้งโจทย์ว่าทำหนังอะไรดีให้คนดู แต่เป็น ทำ IP อะไรดี ที่จะ Scale ไปสู่ Merchandise, Theme Park, Game หรือ International Rights ได้ นี่คือการคิดแบบ Disney หรือ Universal ที่มอง Content เป็น Ecosystem ไม่ใช่ Standalone Product

การผนึกกำลังแบบ Avengers
ต่อมาคือเรื่องภาพยนตร์ ถ้าดูจาก Line up ปี 2569 ที่ประกาศออกมา 17 เรื่อง จะเห็น Pattern ของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่ชัดเจนมาก นั่นคือ Collaboration over Competition
M STUDIO ไม่ได้ฉายเดี่ยว แต่จับมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีจุดแข็งคนละด้าน เพื่อปิดความเสี่ยงและขยายฐานคนดูดังนี้
- สาย Mass Media: จับมือกับ ช่อง 3 (สุขสุดท้าย, สมิงเขาขวาง), Workpoint (God Skin), ช่อง 7 (ยายสปีด) นี่คือการการันตีฐานคนดูทีวีทั่วประเทศ
- สาย Niche & Cult: จับมือกับ The Ghost Radio (คำสารภาพของหมอผี) และ Be On Cloud (ราคี) เจาะฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นและพร้อมจ่าย หรือ Fan Economy
- สาย Tech & Finance: จับมือกับ Bitkub (Bitbybit) อันนี้น่าสนใจมาก นี่อาจจะเป็นก้าวแรกของการนำโลก Investment หรือ Crypto มาผูกกับ Storytelling หรืออาจจะปูทางไปสู่ NFT/Token ในอนาคต
- สาย Media Network: จับมือกับ Plan B Media (EXCHANGE เรียน แลก ผี) มั่นใจได้เลยว่าหนังเรื่องนี้จะมีสื่อ OOH ปูพรมทั่วกรุงเทพฯ แน่นอน
การร่วมทุนแบบนี้ ในเชิงบริหารจัดการ มันคือการ Share Cost และ Share Risk แต่ในเชิงการตลาด มันคือการเชื่อมโยงฐานลูกค้าของกันและกัน แฟนช่อง 3 มาดูหนัง M STUDIO หรือ แฟน Bitkub หันมาสนใจหนังไทย นี่คือ Win-Win Strategy ที่ต้องจับตา
หนังไทยต้องไประดับโลกอย่างยั่งยืน
อีกประเด็นที่ M STUDIO เน้นย้ำคือ การ Co-production กับ SHOWBOX ค่ายหนังยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้
เกาหลีคือ Role Model ของการส่งออกวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเอเชีย การที่ M STUDIO ไปจับมือด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุน แต่คือการเรียนรู้ Know-how ในการปั้น Storytelling ให้เป็นสากล และการเข้าถึง Distribution Network ระดับโลก
ปี 2569 เราจึงน่าจะได้เห็นหนังไทยที่มีรสชาติแบบไทย ๆ โดยเฉพาะหนังผีและหนังตลกที่เป็น Signature ของไทย แต่มีมาตรฐานการเล่าเรื่อง และคุณภาพการผลิตในระดับสากลมากขึ้น
Data-Driven Filmmaking
ในยุคที่ Marketing Technology ครองเมือง วงการหนังก็หนีไม่พ้น M STUDIO เผยว่ามีการนำ Data และ AI มาใช้ตั้งแต่ขั้น Pre-production
นี่คือสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว การใช้ Data ไม่ได้หมายความว่าจะมาจำกัดความคิดสร้างสรรค์ของผู้กำกับ แต่ Data จะช่วยบอกว่าใครคือคนดูที่แท้จริง พล็อตแบบไหนที่คน Engage และจุดไหนคือความเสี่ยงที่ควรเลี่ยง มันคือการทำ Risk Management ผ่านข้อมูล เพื่อให้ทุกบาทที่ลงทุนไปมีโอกาสคืนทุนสูงสุด
Thumbsup มองว่า ปี 2569 ที่ M STUDIO มองว่าเป็นปีทองนั้นมันมีความเป็นไปได้สูง ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมกำลังถูกยกระดับ
เราไม่ได้กำลังเห็นแค่บริษัทหนังที่ผลิตภาพยนตร์ออกมาฉายแล้วจบไป แต่เรากำลังเห็น บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ทางปัญญา ที่ใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการสร้าง Value Chain ที่ไร้พรมแดน และสำหรับนักการตลาด บทเรียนจาก M STUDIO คือ
- Product is not enough: สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Ecosystem ที่รองรับ
- Partnership is key: ยุคนี้เก่งคนเดียวรอดยาก ต้องหาเพื่อนที่เก่งคนละด้านมาเสริม
- Data is the compass: ใช้สัญชาตญาณให้น้อยลง ใช้ข้อมูลให้มากขึ้น
ถ้า M STUDIO ทำได้ตามแผนที่วางไว้ ปี 2569 จะไม่ใช่แค่ปีที่หนังไทยทำเงิน แต่จะเป็นปีที่ Content ไทย กลายเป็น Product ส่งออกที่ทรงพลังที่สุดตัวหนึ่งของประเทศอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม


