การใช้ “Hashtag” ไม่ได้เป็นเพียงการตามเทรนด์หรือทำให้โพสต์ดูสวยงามอีกต่อไป แต่มันคือการทำ Social SEO ที่กำหนดชะตากรรมของคอนเทนต์ว่าจะเป็น “Viral” หรือ “Invisible”
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เราอาจเคยชินกับการใส่แฮชแท็กจนเต็มพิกัด 30 คำบน Instagram หรือการรัวแฮชแท็กที่ดูไม่เกี่ยวข้องเพื่อให้ติดหน้าฟีด แต่ในปี 2024-2026 นี้ กฎเหล็กได้เปลี่ยนไปแล้ว ข้อมูลล่าสุดจาก Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าโซเชียลในไทย ชี้ชัดว่า “คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” และแต่ละแพลตฟอร์มมี “Magic Number” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทำไมจำนวนแฮชแท็กถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?
เราต้องเข้าใจก่อนว่า Algorithm ของ Facebook, Instagram, X (Twitter) และ TikTok พัฒนาไปไกลมาก ปัจจุบัน AI สามารถอ่านภาพ และวิเคราะห์ข้อความ (NLP) ได้อย่างแม่นยำ การใส่แฮชแท็กที่มากเกินไป จะทำให้ AI สับสนว่าคอนเทนต์นี้ควรถูกส่งไปให้ใคร และที่แย่กว่านั้นคืออาจโดนมองว่าเป็น Spam ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดค่าการมองเห็น
Facebook: พื้นที่ส่วนตัวที่ต้องการความชัดเจน (2-3 Hashtags)
สำหรับ Facebook แพลตฟอร์มที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์และการสื่อสารในกลุ่มเพื่อน การใช้แฮชแท็กที่มากเกินไปจะทำให้โพสต์ดู “รก” และขาดความจริงใจ
- Magic Number: 2-3 แฮชแท็กต่อโพสต์
- สูตรการใส่: * 1 Trending (#กระแส): เพื่อให้เกาะไปกับหัวข้อที่คนกำลังพูดถึงในวงกว้าง
วิธีเลือกใส่ให้เหมาะสม
- 1 Specific (#เจาะจง): เพื่อระบุว่าคอนเทนต์นี้เกี่ยวกับอะไรกันแน่ เช่น #รีวิวรถไฟฟ้า #DigitalMarketing
- 1 Branded (#แบรนด์): เพื่อสร้าง Brand Awareness และเก็บรวบรวม Data ของตัวเอง
Facebook ไม่ใช่เครื่องมือค้นหาหลักเหมือนแพลตฟอร์มอื่น การใส่แฮชแท็กบนนี้มีผลต่อการจัดกลุ่ม (Cataloging) มากกว่าการค้นหา การเลือกคำที่ทรงพลังเพียง 2-3 คำจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในเชิง Engagement

ที่มา : Wisesight
Instagram: จาก ‘ยิ่งมากยิ่งดี’ สู่ ‘ความแม่นยำ’ (สูงสุด 5 Hashtags)
IG เคยเป็นราชาแห่งแฮชแท็ก แต่ปัจจุบัน Adam Mosseri (Head of Instagram) ได้ออกมาตอกย้ำหลายครั้งว่าแฮชแท็กไม่ได้ช่วยเพิ่ม Reach โดยตรงหากมันไม่สัมพันธ์กับเนื้อหา
- Magic Number: สูงสุดไม่เกิน 5 แฮชแท็ก
- สูตรการใส่: 2 Trending: เลือกเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ Visual ของภาพจริงๆ
วิธีเลือกใส่ให้เหมาะสม
- 2 Specific: เน้น Niche Market หรือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
- 1 Branded: เพื่อสร้าง Community
การใส่แฮชแท็กบน IG ในปัจจุบันควรทำหน้าที่เป็น “Keyword” เสริมความแข็งแกร่งให้กับคำอธิบายภาพ เพื่อให้ระบบค้นหาของ Instagram พบโพสต์ของคุณได้ง่ายขึ้น
X (Twitter): ความรวดเร็วที่ต้องมาพร้อมความเรียบง่าย (ไม่เกิน 2 Hashtags)
X เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับ Real-time และพื้นที่ข้อความที่มีจำกัด การใช้แฮชแท็กมากเกินไปจะแย่งพื้นที่การเล่าเรื่องและทำให้ดูเหมือน “Bot” หรือการปั่นกระแสที่ไม่เป็นธรรมชาติ
- Magic Number: ไม่เกิน 2 แฮชแท็ก
- สูตรการใส่: * เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง Trending หรือ Specific: เน้นประเด็นหลักประเด็นเดียว
วิธีเลือกใส่ให้เหมาะสม
- 1 Branded: เพื่อระบุตัวตนของแบรนด์
การใช้เพียง 1-2 แฮชแท็กบน X ช่วยให้การอ่านดีขึ้น และจากการทดสอบพบว่าโพสต์ที่มีแฮชแท็กน้อยแต่ทรงพลังมีแนวโน้มจะถูก Retweet มากกว่าโพสต์ที่อัดแน่นไปด้วยเครื่องหมาย #
TikTok: ขุมทรัพย์ของ Social Search (สูงสุด 5 Hashtags)
TikTok กำลังก้าวขึ้นมาเป็น Search Engine ของคนรุ่นใหม่ การเลือกแฮชแท็กบนนี้จึงสำคัญมากต่อการนำส่งคลิปไปยังหน้า “For You Page” (FYP)
- Magic Number: สูงสุด 5 แฮชแท็ก
- สูตรการใส่: * 2 Trending: เพื่อเข้าสู่กระแสหลัก
วิธีเลือกใส่ให้เหมาะสม
- 2 Specific: เพื่อให้ AI ส่งคลิปไปให้ถูกกลุ่ม (Interest-based)
- 1 Branded: เพื่อสะสมผลงานภายใต้ชื่อแบรนด์หรือแคมเปญ
เคล็ดลับของ TikTok คือการใช้แฮชแท็กที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในคลิป ควบคู่ไปกับคีย์เวิร์ดที่คนชอบค้นหา การมีแฮชแท็กเจาะจง 2 คำจะช่วยให้ระบบ AI เรียนรู้พฤติกรรมผู้ชมได้แม่นยำขึ้นมาก
การทำคอนเทนต์ในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความคิดสร้างสรรค์” แต่คือเรื่องของ “ดาต้า” การที่ Wisesight ออกมาเปิดเผยตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต้องปรับตัวจากการทำ Mass Marketing สู่ Precision Marketing มากขึ้น
Checklist ก่อนกด Publish
- จำนวนแฮชแท็กเกินโควตาที่แนะนำหรือไม่?
- มีแฮชแท็กแบรนด์เพื่อการ Track ผลหรือยัง?
- คำที่เลือกมาเป็นคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ “ค้นหา” จริงๆ หรือไม่?
หากคุณต้องการไปให้ไกลกว่าแค่การเดาใจ Algorithm ต้องเข้าใจก่อนว่า“แฮชแท็กที่ดี ไม่ใช่แฮชแท็กที่เยอะที่สุด แต่คือแฮชแท็กที่ทำงานร่วมกับ Algorithm ได้ฉลาดที่สุด”





