การเป็นผู้นำทัพองค์กรในปี 2026 ไม่ใช่สนามเด็กเล่นสำหรับคนที่ยังยึดติดกับความสำเร็จในอดีตอีกต่อไป โลกธุรกิจกำลังถูกท้าทายด้วยคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ซัดเข้ามาพร้อมกันทุกทิศทาง ทั้งเศรษฐกิจที่เปราะบาง สงครามที่คาดเดาไม่ได้ และการมาถึงของเทคโนโลยีอย่าง AI ที่บังคับให้เราต้องวิ่งตามให้ทัน
ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน PwC’s 29th Global CEO Survey -Thailand ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของซีอีโอไทย ได้เผยให้เห็นภาพสะท้อนที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง เมื่อความเชื่อมั่นของผู้นำองค์กรกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องก่ายหน้าผาก และมีกลยุทธ์ไหนที่จะช่วยพลิกเกมนี้ได้บ้าง เรามาเจาะลึกและถอดรหัสไปพร้อมกัน

ความเชื่อมั่นที่หายไปเพราะเศรษฐกิจและไซเบอร์กลายเป็นหอกข้างแคร่
ตัวเลขที่สะท้อนภาพความเหนื่อยล้าของธุรกิจไทยได้ชัดเจนที่สุดคือ มีซีอีโอเพียง 24% เท่านั้นที่ เชื่อมั่นอย่างมาก ว่าองค์กรจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งดิ่งลงอย่างหนักจาก 47% ในปี 2566 และเมื่อมองไปที่ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ก็มีเพียง 34% ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของซีอีโอทั่วโลกที่มองบวกถึง 55% อย่างมีนัยสำคัญ
พิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ความเชื่อมั่นต่ำที่สุดแล้ว เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตของจีดีพีที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน หรือโตเพียง 2% กว่า ๆ ในขณะที่ประเทศอื่นโตกันถึง 7% ปัจจัยที่ทำให้ผู้นำองค์กรนอนไม่หลับมากที่สุดคือ ความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค และ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ซึ่งครองอันดับหนึ่งร่วมกันที่ 29%
โดยเฉพาะเรื่องไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภัยคุกคามและการโจรกรรมข้อมูลทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องหันมาลงทุนด้าน Cybersecurity กันอย่างหนักหน่วงเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจประเมินค่าไม่ได้
ภาพลวงตาของ AI กับความจริงที่ต้องเร่งสร้าง ROI
เมื่อเราอยู่ในยุคที่การประชุมทุกวงต้องมีคำว่า AI โผล่มาเสมอ องค์กรต่างทุ่มเม็ดเงินลงทุนกันหลักพันล้านเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำ แต่คำถามคือ ลงทุนไปแล้วได้กำไรกลับมาจริงหรือเปล่า?
ผลสำรวจระบุว่า แม้ 33% ขององค์กรไทยจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI แต่มีเพียง 18% เท่านั้น ที่สามารถ เพิ่มรายได้และลดต้นทุนได้พร้อมกัน ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังติดหล่มอยู่กับการประยุกต์ใช้ AI ในระดับของงานสนับสนุนหรือการทดลองหลังบ้านที่ไม่ได้ไปแตะกับกระบวนการสร้างรายได้หลัก
ความจริงที่คนทำธุรกิจต้องยอมรับคือ มูลค่าทางธุรกิจไม่ได้เกิดจากการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่เกิดจากการมี Use Case ที่ตอบโจทย์ การปรับโครงสร้างข้อมูล และการยกระดับทักษะของคนในองค์กรให้ทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบ ธุรกิจที่เอาแต่ซื้อเครื่องมือแพง ๆ แต่ไม่ได้วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกัน จะพบว่าต้นทุนยังคงบานปลายและไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง

ทางรอดคือข้ามขั้วอุตสาหกรรม และ M&A
เมื่อการทำธุรกิจในน่านน้ำเดิมไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ผู้นำองค์กรจึงต้องเริ่มปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่เพื่อหารายได้จากแหล่งใหม่ ๆ ตัวเลขที่น่าจับตาคือ 56% ของซีอีโอไทยระบุว่าได้ขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดใจมากที่สุดคือ Healthcare และ Wellness ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่าง Longevity Economy ที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น
นอกจากนี้ การควบรวมและซื้อกิจการ หรือ M&A กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญในการสู้ศึกครั้งนี้ โดย 38% ของซีอีโอมีแผนจะเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พิสิฐตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ หากทิศทางดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลง จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดดีล M&A คึกคักขึ้นอย่างแน่นอน เพราะต้นทุนทางการเงินจะถูกลง ทำให้องค์กรสามารถขยายตัวและเติมเต็มศักยภาพที่ขาดหายไปได้รวดเร็วกว่าการสร้างใหม่ด้วยตัวเอง
ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และกระแสเงินสดต้องระวัง
แม้ช่วงที่ทำการสำรวจเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อาจจะยังไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่สงครามปะทุขึ้น ย่อมส่งผลกระทบชิ่งมาถึงธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ตามมาคือราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น พลังงานที่อาจผันผวน และอัตราเงินเฟ้อที่มีโอกาสดีดตัวขึ้นตาม
ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ธุรกิจต้องจับตาดูให้ดีคือ กระแสเงินสด พฤติกรรมในตลาดตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไป ลูกค้าและคู่ค้ามีแนวโน้มที่จะดึงหนี้และชำระเงินช้าลง ธุรกิจประเภทเงินสดอาจไม่เจ็บตัวมากนัก แต่ธุรกิจที่ต้องให้เครดิตเทอมยาว ๆ จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากบริหารกระแสเงินสดไม่ได้ องค์กรอาจสะดุดล้มลงได้ง่าย ๆ ท่ามกลางวิกฤตนี้

Thumbsup มองว่า ปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งการประคองตัว แต่เป็นปีแห่งการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันมหาศาล ผู้นำองค์กรไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบตั้งรับได้อีกต่อไป การระมัดระวังเป็นสิ่งที่ดี แต่การอยู่นิ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด
การก้าวผ่านสมรภูมินี้ ธุรกิจต้องเร่งปรับพอร์ตการลงทุนให้ยืดหยุ่น สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง ใครที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและพลิกโฉมองค์กรได้เร็วกว่าคนอื่น ผู้นั้นคือคนที่จะเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม



