ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภูมิทัศน์ของโซเชียลมีเดียในประเทศไทยมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุก ๆ ปี สิ่งที่เคยเป็นสูตรสำเร็จเมื่อสองถึงสามปีก่อน อาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่ล้าหลังและใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปในหลังจากนี้แล้ว
ขจร เจียรนัยพานิชย์ ได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงสนามรบดิจิทัลในปัจจุบันที่นักการตลาดและครีเอเตอร์ทุกคนต้องเผชิญ เพราะสมรภูมินี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์อีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะใจ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กลายมาเป็นผู้คุมกฎคนใหม่ของการมองเห็นบนโลกออนไลน์

สมรภูมิโซเชียลมีเดียไทยในยุคที่ทุกคนคือครีเอเตอร์
หากเรามองดูตัวเลขผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในไทยล่าสุด จะพบว่าแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ยังคงรักษาระดับการใช้งานอยู่ในระดับสูง แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือการพุ่งทะยานของ TikTok ที่ก้าวขึ้นมาเป็นแอปพลิเคชันเบอร์ 2 ของประเทศ และมีแนวโน้มอย่างมากที่จะแซงหน้า Facebook ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มน้องใหม่อย่าง Lemon8 ที่ขับเคลื่อนโดยบริษัทแม่เดียวกันกับ TikTok กำลังรุกหนักและได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการค้นหาคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และการรีวิวคาเฟ่ ซึ่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเวลาจากแพลตฟอร์มเสิร์ชเอนจินดั้งเดิมอย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยคือ แอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดอันดับสองของประเทศกลับไม่ใช่แอปธนาคาร เกม หรือโซเชียลมีเดีย แต่เป็นแอปพลิเคชันตัดต่อวิดีโออย่าง CapCut
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจในการสร้างคอนเทนต์วิดีโอที่มีคุณภาพได้กระจายตัวไปสู่คนทุกกลุ่ม ทักษะการตัดต่อวิดีโอไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่แค่ในมือของโปรดักชันเฮาส์หรือครีเอเตอร์มืออาชีพอีกต่อไป แต่มันอยู่ในมือของคนไทยทั้งประเทศ เมื่อทุกคนสามารถผลิตคอนเทนต์ได้ การแข่งขันแย่งชิง Attention จึงดุเดือดขึ้นทวีคูณ

จุดเริ่มต้นของ Recommendation Media
ในยุคเริ่มต้นของโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มอย่าง Facebook ถูกออกแบบมาให้เป็น Social Graph คือการเน้นกระจายคอนเทนต์ตามเครือข่ายความสัมพันธ์ของมนุษย์ เราแชร์โพสต์เพื่อให้เพื่อนเห็น และเราเห็นโพสต์เพราะเพื่อนแชร์หรือกดไลก์ ระบบ AI ในยุคนั้นมีผลต่อการจัดเรียงฟีดเพียงแค่ประมาณ 15% เท่านั้น
แต่ปัจจุบันโลกนี้ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Recommendation Media เต็มตัว ซึ่งนำทัพโดย TikTok, YouTube และ X ในแพลตฟอร์มเหล่านี้ มนุษย์หรือจำนวน Follower ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกระจายคอนเทนต์อีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่นบน TikTok คอนเทนต์กว่า 85% ที่เราเห็นบนหน้า For You เป็นสิ่งที่ AI เลือกมาเสิร์ฟให้โดยเฉพาะ ซึ่งมักจะมาจากช่องที่เราไม่เคยรู้จักหรือกดติดตามมาก่อนเลย แพลตฟอร์มมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือการ จับคู่ ระหว่างคนดูกับคอนเทนต์ให้แม่นยำที่สุด
ดังนั้น การมีผู้ติดตามหลักแสนหรือหลักล้านไม่ได้การันตียอดวิวอีกต่อไป ช่องเปิดใหม่ที่มีผู้ติดตามเพียง 500 คนก็สามารถสร้างยอดวิวระดับ 8 ล้านวิวได้ หากคอนเทนต์นั้นถูกใจ AI และถูกนำไปจับคู่กับผู้ใช้งานที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ภารกิจหลักของนักการตลาดในยุคนี้จึงเกินกว่า 50% คือการทำคอนเทนต์อย่างไรให้ ถูกใจ AI เพื่อเปิดประตูไปสู่การเข้าถึงผู้คน

ส่องกลยุทธ์การปั้นช่อง และการสอน AI ให้รู้จักเรา
เมื่อ AI เป็นคนจัดสรรทราฟฟิก หน้าที่ของเราคือการทำให้ AI ทำงานได้ง่ายที่สุด ด้วยการบอกให้ระบบรู้ว่า ช่องของเราคืออะไร และ คอนเทนต์ของเราเกี่ยวกับอะไร ระบบอัลกอริทึมจะทำการวิเคราะห์และแบ่งหมวดหมู่คอนเทนต์อย่างละเอียด เช่น แยกหมวดหมู่กีฬา ข่าว บันเทิง ไอที ออกจากกัน เพื่อส่งต่อให้กลุ่มคนที่ชอบเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้นการวางโครงสร้างช่อง หรือ Channel Structure จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับดังนี้
- แบบวงกว้าง หรือ Mass: นำเสนอเรื่องราวทั่วไป เข้าถึงคนหมู่มาก ข้อดีคือสามารถสร้างยอดวิวได้มหาศาล แต่ข้อเสียที่ตามมาคือ ขาดความน่าเชื่อถือเฉพาะเจาะจง ทำให้เปลี่ยนยอดวิวเป็นยอดขายได้ยาก
- แบบเฉพาะทาง หรือ Mid-Level: นำเสนอเนื้อหาที่เจาะลึกในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น ช่องที่พูดถึงการสร้างแบรนด์ หรือช่องรีวิวเทคโนโลยี
- แบบเจาะลึกเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche: โฟกัสเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบสุดทาง เช่น ช่องที่ทำเรื่องมดโดยเฉพาะ หรือช่องแฟนคลับศิลปินแบบเดี่ยว ๆ ข้อดีของกลุ่มนี้คือแม้จะมีผู้ติดตามไม่เยอะ แต่มีอิทธิพลในการโน้มน้าวใจสูงมาก และสามารถขายสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มได้ง่ายกว่าแบบ Mass
ปัญหาที่หลายแบรนด์มักเจอคือการทำคอนเทนต์ที่ปะปนกันหลายหมวดหมู่ในช่องเดียว ทำให้ AI เกิดความสับสนและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าควรส่งช่องนี้ไปให้ใครดู ทางแก้ที่ดีที่สุดคือการกำหนดทิศทางของช่องให้ชัดเจน หากมีหลายความสนใจ ควรพิจารณาเปิดช่องแยกเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ การกำหนด Persona หรือ Audience Avatar ของคนดูให้ชัดเจนที่สุด ว่าพวกเขาเป็นใคร อายุเท่าไหร่ มีพฤติกรรมอย่างไร และมี Pain Point อะไร จะช่วยให้เราออกแบบคอนเทนต์ได้ตรงใจทั้งคนและ AI มากยิ่งขึ้น
AI อ่านทุกอย่าง และ SEO สำหรับวิดีโอคือเรื่องจริง
ในยุคนี้ แพลตฟอร์มอย่าง YouTube หรือ TikTok ไม่ได้มองวิดีโอเป็นแค่ภาพเคลื่อนไหว แต่ระบบ AI สามารถ ถอดรหัส ทุกอย่างที่อยู่ในคลิปได้ ตั้งแต่การถอดเสียงพูดออกมาเป็นซับไตเติลแบบคำต่อคำ ซึ่งทุกคำที่เราพูดจะถูกแปลงเป็นข้อมูลที่สามารถเสิร์ชเจอได้ การวิเคราะห์ภาพปก การแยกแยะเพศของบุคคลในคลิป หรือแม้กระทั่งการตรวจจับสถานที่ท่องเที่ยวในวิดีโอก็สามารถทำได้ทั้งหมด
เพราะฉะนั้น การใส่ข้อมูลทั้งทางภาพและเสียง รวมถึงคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เข้าไปในคลิปอย่างจงใจ จึงเป็นกลยุทธ์ SEO สำคัญที่ช่วยให้ AI จัดหมวดหมู่และนำส่งคอนเทนต์ของเราได้ตรงเป้าหมาย

Past Performance กับกรรมเก่าที่ AI ไม่เคยลืม
อีกหนึ่งปัจจัยที่นักทำคอนเทนต์หลายคนมองข้ามคือ Past Performance หรือสถิติความสามารถของช่องในอดีต AI ของแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ Facebook และ YouTube จะจดจำประวัติการทำคอนเทนต์ของช่องนั้น ๆ เอาไว้เสมอ หากในปีที่ผ่านมา ช่องของเราทำคอนเทนต์ออกมาแล้วแป้ก ไม่มีคนดู หรือไม่เกิด Engagement เมื่อเราปล่อยคลิปใหม่ล่าสุดออกไป แม้ว่าคลิปนั้นจะลงทุนมหาศาลหรือมีคุณภาพดีแค่ไหน AI ก็จะยังคงมีอคติและ จำกัดการมองเห็น ในช่วงแรก เพราะคาดการณ์จากอดีตว่าโพสต์นี้น่าจะแป้กเหมือนเดิม
ในทางกลับกัน ช่องที่รักษามาตรฐานการทำคอนเทนต์ได้ดีและมีประสิทธิภาพสูงมาโดยตลอด จะได้รับการสนับสนุนจาก AI ให้มีการเข้าถึงสูงกว่าปกติในทันทีที่โพสต์ ดังนั้น การรักษาคุณภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นทางรอดเดียวบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ การติดแฮชแท็กหรือใช้ทริคเปิดการมองเห็นต่าง ๆ ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหา Past Performance ที่ย่ำแย่ได้
เจาะกลยุทธ์ชิงพื้นที่แต่ละแพลตฟอร์ม
ผู้สร้างคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญกับการเข้าใจผู้ชมและการปรับปรุงคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละแพลตฟอร์ม โดยมีรายละเอียดดังนี้
- Facebook: ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการสร้าง Conversation หัวใจหลักคือการสร้าง Engagement โดยเฉพาะการทำให้คน กดแชร์ ซึ่งถือเป็นปุ่มที่มีค่าที่สุด โพสต์ที่ดีคือโพสต์ที่ทำให้คนรู้สึกอยากแชร์เพื่อบ่งบอกตัวตนหรือบอกต่อข้อมูล
- TikTok: แพลตฟอร์มที่พึ่งพา AI อย่างมหาศาล สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือ Retention หรือการรักษาคนดูให้อยู่กับคลิปให้นานที่สุด หากสถิติชี้ว่าคนดูหายไปเกินครึ่งภายใน 2 วินาทีแรก แปลว่าคอนเทนต์นั้นเปิดตัวไม่น่าสนใจพอ และ AI จะหยุดนำส่งทันที นอกจากนี้ การโพสต์ให้ตรงกับเวลาที่กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่กำลังออนไลน์ เช่น กลุ่มแม่บ้านที่มักออนไลน์ช่วงดึก ก็เป็นอีกทริคที่ช่วยสร้างความได้เปรียบ
- YouTube: ยังเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการสร้างชื่อเสียงระยะยาวของครีเอเตอร์ เน้นหนักไปที่คอนเทนต์คุณภาพสูง คอนเทนต์ Long-form และการสร้าง Community อย่างเหนียวแน่น
- Instagram: ต้องการความแตกต่างจาก TikTok อย่างชัดเจน โดยยังคงเน้นไปที่ Vibe, Mood & Tone และสไตล์ภาพ กับวิดีโอที่สะท้อนตัวตน เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
Thumbsup มองว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด ชี้ให้เห็นถึงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนมากในอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียไทย กฎเกณฑ์เก่าที่เคยใช้การได้ เช่น การไล่ล่าหาผู้ติดตามจำนวนมหาศาล หรือการหว่านทำคอนเทนต์ Mass เพื่อเรียกยอดวิวฉาบฉวย กำลังเสื่อมมนต์ขลังลงอย่างรวดเร็ว
ในยุคที่ AI เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการเลือกคอนเทนต์ไปเสิร์ฟบนหน้าจอผู้บริโภค แบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด เราต้องเลิกผลิตคอนเทนต์ที่ อยากขาย เพียงอย่างเดียว แต่ต้องผลิตคอนเทนต์ที่ AI อยากส่งต่อ ซึ่งหมายถึงการกลับไปสู่พื้นฐานที่แข็งแกร่ง นั่นคือการเข้าใจ Persona ของลูกค้าอย่างถ่องแท้
การเลือกเจาะกลุ่ม Niche ที่มีกำลังซื้อ การใส่ใจในทุกองค์ประกอบของ Metadata เพื่อผลลัพธ์ทาง SEO และที่สำคัญที่สุดคือการรักษา Consistency หรือคุณภาพของคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลบภาพจำที่แย่ ๆ ในสายตาของระบบ การปรับตัวเข้าหาโครงสร้างทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์เนื้อหาที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกมนุษย์ คือสูตรสำเร็จเดียวที่จะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในสมรภูมิยุคต่อไป
ที่มา: งาน iCreator Camp 2026
อ่านเพิ่มเติม



