หากพูดถึงแพลตฟอร์มที่ฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Grab คืออีกชื่อแรกที่ปรากฏขึ้นมาเสมอ ล่าสุดการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการธุรกิจ เมื่อตัวเลขกำไรสุทธิพุ่งทะยานแตะ 252 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นมากกว่าเจ็ดเท่าเมื่อเทียบกับกำไร 35 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
ตัวเลขที่ก้าวกระโดดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เป็นภาพสะท้อนของกลยุทธ์การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมอันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อ Mobility และ Delivery คือเครื่องยนต์หลัก
ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนผลประกอบการในไตรมาสนี้มาจากสองเสาหลัก คือ บริการเรียกรถ หรือ Mobility และบริการจัดส่งอาหาร หรือ Delivery ที่ต่างก็ขยายตัวในระดับเลขสองหลัก ดันรายได้รายไตรมาสให้เติบโต 22% แตะระดับ 997 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวชี้วัดที่น่าสนใจที่สุดคือจำนวนผู้ใช้งานที่ทำธุรกรรมต่อเดือน หรือ Monthly Transacting Users (MTU) ซึ่งพุ่งทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 53.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 17% แบบปีต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า Grab ไม่ได้เพียงแค่ดึงดูดลูกค้าใหม่ได้สำเร็จ แต่ยังสามารถรักษาและกระตุ้นการใช้งานของลูกค้าเก่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยโมเมนตัมที่แข็งแกร่งนี้ บริษัทจึงตัดสินใจปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้รวมปี 2026 ขึ้นเป็น 4.1 ถึง 4.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 4.04 ถึง 4.1 พันล้านดอลลาร์ พร้อมขยับเป้าหมาย Adjusted EBITDA สู่ระดับ 720 ถึง 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลยุทธ์อุดหนุนคนขับเพื่อสู้ศึกน้ำมันแพง
ความท้าทายประการหนึ่งของธุรกิจ Ride-hailing คือความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง Grab แก้เกมนี้ด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 706 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนคนขับในช่วงวิกฤตพลังงาน โดย Peter Oey ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ Grab ระบุว่า การอุดหนุนนี้มุ่งเป้าไปที่ ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ เป็นหลัก เนื่องจากทั้งสองประเทศมีราคาเชื้อเพลิงที่สูงกว่าตลาดอื่น ๆ อย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐคอยพยุงอยู่
อีกทั้งแนวโน้มกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการใช้นโยบายเชิงรุกนี้ การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบไม่เพียงแต่ช่วยรักษาฐานคนขับ แต่ยังเพิ่มจำนวนรถบนท้องถนนเพื่อดักจับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ส่วนลดแก่ผู้บริโภคเพื่อรักษาระดับค่าโดยสารไม่ให้สูงจนเกินไป นี่คือการรักษาสมดุลของ Ecosystem ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจแพลตฟอร์ม
เมื่อ Superbank คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย
อีกหนึ่งมิติที่ต้องจับตาคือธุรกิจบริการทางการเงิน หรือ Fintech ที่จะเป็น New S-Curve ของบริษัท การประกาศเข้าถือหุ้นใหญ่ในธนาคารดิจิทัล Superbank ในประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นหมากกระดานสำคัญที่จะเร่งการเติบโตในส่วนนี้ แม้ในไตรมาสที่ผ่านมา แผนกบริการทางการเงินจะยังมีผลขาดทุน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ CFO มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่ากลุ่มธุรกิจนี้จะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 การผสานฐานลูกค้ามหาศาลเข้ากับบริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย จะสร้างปราการป้องกันคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้
ก้าวแรกนอกอาเซียนและการรับมือกับกฎระเบียบ
Grab ยังคงไม่หยุดนิ่งในการแสวงหาการเติบโตใหม่ ๆ โดยดีลการเข้าซื้อธุรกิจ Delivery ของ Foodpanda ในไต้หวันด้วยมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ หากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ไต้หวันจะกลายเป็นตลาดแห่งที่ 9 ของบริษัท และนับเป็นการรุกออกนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก
ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบในตลาดเดิม อย่างในอินโดนีเซียที่มีข้อบังคับจากรัฐบาลให้ปรับลดค่าคอมมิชชันของคนขับรถจักรยานยนต์สองล้อจาก 20% เหลือเพียง 8% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม แม้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่หายไปจะดูสูง แต่โครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวทำให้ผลกระทบถูกจำกัดไว้ เนื่องจากบริการเรียกรถสองล้อในอินโดนีเซียคิดเป็นเพียงสัดส่วนกว่า 6% ของยอดขายสินค้ารวม หรือ GMV ในกลุ่ม Mobility เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
Thumbsup มองว่า ผลประกอบการของ Grab ในไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น ความยั่งยืนทางการเงิน และ การเติบโตในระยะยาว มากกว่าการแข่งขันเผาเงินเหมือนในอดีต การยอมจัดสรรงบประมาณมหาศาลเพื่ออุดหนุนคนขับในยามวิกฤต คือการซื้อความเชื่อมั่นและรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางธุรกิจ ซึ่งสุดท้ายแล้วส่งผลดีกลับมาที่ตัวเลขกำไรอย่างชัดเจน
ในอนาคตการผสานธุรกิจ Fintech ผ่าน Superbank เข้ากับฐานผู้ใช้งานกว่า 53.9 ล้านคน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถสร้างมูลค่าจากผู้ใช้ได้มากขึ้น การปรับตัวที่รวดเร็ว การตัดสินใจที่เด็ดขาด และการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ของ Grab เป็นกรณีศึกษาชั้นยอดที่ตอกย้ำว่า ในยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มที่เข้าใจพลวัตของอุปสงค์และอุปทานอย่างถ่องแท้เท่านั้นที่จะสามารถเป็นผู้ชนะในตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ


