ปัญหาใหญ่ที่สุดของแบรนด์ไทยในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องงบประมาณหรือเทคโนโลยี แต่มันคือ “Generation Gap” ในแผนกมาร์เก็ตติ้ง ลองจินตนาการถึงห้องประชุมที่การตัดสินใจเกือบทั้งหมดถูกขับเคลื่อนโดยชาว Gen Y ที่เป็นผู้บริหาร แต่กลุ่มเป้าหมายหลักที่แบรนด์โหยหาคือ Gen Z ผู้ที่มีวิธีคิดและบริบททางสังคมต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
จาก Brand Awareness สู่ Brand Trust การลงทุนที่ไม่มีทางลัด
ยุคที่ข้อมูลท่วมท้น Consumer ไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ “ความเชื่อ” คุณกล้าย้ำว่าการสร้างแบรนด์วันนี้ต้องมองข้าม KPI ระยะสั้นอย่างยอดขายรายเดือน แล้วหันไปโฟกัสที่การสร้าง Trust เพราะในสายตา Gen Z สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “ข้อมูลคืออะไร” แต่คือ “ใครเป็นคนพูด” นี่คือที่มาของ Brand Sense ซึ่งเป็นการรวมร่างกันระหว่าง Social Listening (สิ่งที่คนพูดถึงแบรนด์บนโซเชียล) เข้ากับ Structured Research (การวิจัยเชิงลึก) เพื่ออุดช่องโหว่ของการเดาใจผู้บริโภค โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “ผู้บริโภคให้คุณค่ากับอะไร” แทนที่จะถามว่า “แบรนด์จะขายอะไร”

ถอดรหัส DNA 3 เจเนอเรชัน ใครชอบอะไร แพลตฟอร์มไหนคือคำตอบ
ข้อมูลจาก Wisesight สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ไม้บรรทัดเดียววัดทุกเจนไม่ได้”
- Gen X: ยังคงยืนหนึ่งเรื่องความคุ้มค่าและความทนทาน เชื่อใจคนรอบข้าง (Peer-to-Peer) มากกว่าโฆษณา
- Gen Y: รักความสะดวกสบาย (Convenience) ทุกอย่างต้องรวดเร็วและลงตัว ไม่ซับซ้อน
- Gen Z: ใช้ “Style & Experience” นำทาง และให้ค่านิยมกับ Creator สูงมาก
ในแง่ของช่องทาง แม้ Facebook จะยังเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้มากที่สุด แต่ “ความเคลื่อนไหว” ของวัยรุ่นไทยกำลังเทไปที่ Instagram และ TikTok อย่างชัดเจน โดยมี YouTube เป็นพื้นที่ตรงกลางที่ทุกเจนยังใช้งานร่วมกันเพื่อเสพ Content ขนาดยาว
ออมเพื่อใช้ และนิยามใหม่ของตัวตน
หนึ่งใน Mythe (ความเข้าใจผิด) ที่ถูกทำลายลงในงานนี้คือ “Gen Z ไม่เก็บเงิน” ความจริงคือพวกเขาออมเงิน แต่เป้าหมายเปลี่ยนไป จากการออมเพื่อความมั่นคงในบั้นปลาย กลายเป็นการออมเพื่อ “ประสบการณ์ปัจจุบัน” เช่น ตั๋วคอนเสิร์ตหรือทริปท่องเที่ยวที่สะท้อนตัวตน
ยิ่งไปกว่านั้น การค้นหาตัวเองผ่านเครื่องมืออย่าง MBTI, Personality Test หรือแม้แต่ Personal Color ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของคนรุ่นนี้ แต่เป็น “Language of Identity” ที่แบรนด์สามารถนำมาปรับใช้ได้ เช่น การทำแคมเปญอสังหาฯ ที่บอกว่าห้องนี้ออกแบบมาเพื่อ Introvert หรือการแนะนำเสื้อผ้าตาม Personal Color ของลูกค้า

แบรนด์ที่ชนะ คือแบรนด์ที่ “เข้าใจถูก” ไม่ใช่ “Data เยอะ”
ในโลกที่เปลี่ยนไวเกินกว่าจะรอผลวิจัยแบบเดิมๆ ทักษะสำคัญของนักการตลาดยุคใหม่คือการเปลี่ยน Insight ให้เป็นการกระทำ การมี Data อยู่ในมือเป็นเพียงต้นทุน แต่การมี Brand Sense เพื่อสื่อสารกับ Gen Z ได้ถูกจังหวะและถูกคน คือหัวใจที่จะทำให้แบรนด์ยั่งยืนในปี 2026 นี้



