ถ้าพูดถึงชื่อ “KCG” หรือ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลายคนอาจจะนึกถึงภาพจำสุดคลาสสิกอย่าง “คุกกี้กล่องแดงในตำนาน” ของแบรนด์ Imperial หรือ “เนยและชีส” แบรนด์ Allowrie ที่อยู่คู่ตู้เย็นคนไทยมาอย่างยาวนาน

แต่รู้หรือไม่ว่า ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว KCG ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตขนมหรือนำเข้าวัตถุดิบอีกต่อไป ทว่าพวกเขากำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในฐานะ “Trusted Provider” ผู้นำธุรกิจอาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ ที่พร้อมจะขยับตัวครั้งใหญ่จาก Local Leader สู่การเป็น “Regional Player” ในระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียอย่างเต็มตัว

ล่าสุดในงาน THAIFEX Anuga Asia 2026 ทาง KCG ได้ออกมาประกาศทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ พร้อมโชว์ตัวเลขผลประกอบการปี 2568 ที่เติบโตอย่างร้อนแรง ทุบสถิติ New High ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ด้วยรายได้รวมกว่า 8.6 พันล้านบาท 

เผยตัวเลข New High ปีที่ 4 โตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก

ในเวทีระดับโลกอย่าง THAIFEX 2026 นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ ของ KCG ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา KCG สามารถสร้างรายได้จากการขายได้ถึง 8,645.5 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ มีกำไรสุทธิสูงถึง 503.3 ล้านบาท ซึ่งเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 24%

เมื่อย้อนกลับไปดูสถิติตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2016–2025) KCG แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (Consecutive Growth) แม้ว่าโลกจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาด แต่อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ของกำไรยังคงรักษามาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 12-15% มาโดยตลอด

ปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอของ KCG แข็งแกร่งในทุกมิติ

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีส: แบรนด์ Allowrie ครองแชมป์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคชาวไทย (ช่องทาง B2C ข้อมูลจาก NIQ) ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปีซ้อน
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่ (FBI): แบรนด์ Imperial และแบรนด์อื่นๆ ในเครือ ติดอันดับ Top 5 ในตลาด วางหมากเป็น Seamless Solution Provider สำหรับผู้ประกอบการกลุ่ม B2B
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต (Biscuits): ยังคงเป็น 1 ใน 5 แบรนด์ที่ครองใจคนไทย โดยมีคุกกี้กล่องแดงอิมพีเรียลเป็นแบรนด์เรือธง

‘KCG Value Chain’ อาวุธลับเบื้องหลังการจัดทัพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

นายดำรงชัย ระบุว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่การตลาดที่เก่งกาจ แต่คือการบริหารจัดการ “ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ”  ที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสูง ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้าง “นวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน” โดยแบ่งออกเป็น 5 กิจกรรมหลัก ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ:

1. การจัดหาวัตถุดิบหลักและสินค้า

KCG คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากทั่วทุกมุมโลก เข้าใจแหล่งที่มา และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับโมเดิร์นไลฟ์สไตล์

2. การผลิต

การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล เพื่อส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัย

3. การจัดการคลังสินค้า การจัดส่ง และกระจายสินค้า

ระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ที่แม่นยำ สามารถควบคุมอุณหภูมิและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไดอารี่ (Dairy Products) ให้สดใหม่จนถึงมือลูกค้า

4. การตลาดและการขาย

การทำการตลาดที่เข้าใจ Insight ของผู้บริโภคทั้งกลุ่ม B2B (ผู้ประกอบการ) และ B2C (ผู้บริโภคทั่วไป)

5. การเป็นพันธมิตรผู้สร้างสรรค์โซลูชันเบเกอรีและอาหารอย่างครบวงจร

ไม่ใช่แค่คนขายวัตถุดิบ แต่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยคิดค้นสูตร ออกแบบเมนู และแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการแบบจบในที่เดียว

“การมี KCG Value Chain ที่เข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญที่ตอกย้ำการเป็น ‘Trusted Provider’ ที่ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นสถานะที่สร้างเองไม่ได้ แต่ต้องได้มาจากผลงานและความเชื่อมั่นที่สะสมมาอย่างยาวนาน” — นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล กล่าว

3 เสาหลักขับเคลื่อน KCG สู่การเป็น Regional Player

เป้าหมายถัดไปของ KCG ไม่ใช่แค่การเป็นเบอร์หนึ่งในไทย แต่คือการก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในระดับภูมิภาค (Regional Player) โดย KCG ได้วางกลยุทธ์หลักไว้ 3 ด้าน ดังนี้:

สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับสากลในกลุ่มธุรกิจ B2B 

KCG เน้นการเป็นพันธมิตรระยะยาวกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ ด้วยจรรยาบรรณที่เคร่งครัด เช่น การรักษาความลับทางการค้าและไม่ผลิตสินค้าแข่งกับคู่ค้า พร้อมทั้งช่วยคู่ค้าศึกษา Insight ในแต่ละประเทศจนเกิดเป็น Success Stories ที่น่าสนใจ:

  • เวียดนาม: ปรับสูตรและรสชาติของ Imperial Cookies ให้ถูกปากคนท้องถิ่น พร้อมดีไซน์แพ็กเกจจิ้งใหม่ให้มีความหรูหรา (Premium Packaging) เหมาะกับการซื้อเป็นของขวัญ จนเจาะตลาดได้สำเร็จ
  • ญี่ปุ่น: เนนการพัฒนาร่วมกัน (Co-development) ทั้งสูตรและขนาดสินค้าตามมาตรฐานความปลอดภัยสากลที่เข้มงวดของญี่ปุ่น พร้อมดูแลบริการหลังการขายอย่างใกล้ชิด
  • ฟิลิปปินส์: ตลาดที่มีความต้องการสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์จากนม (Dairy Products) สูงมาก และชอบรสชาติที่มีความครีมมี่ (Creamy) KCG จึงส่งแบรนด์ Allowrie เข้าไปขยายตลาดเนยและชีสจนประสบความสำเร็จอย่างสูง

เปลี่ยนผ่านสู่ผู้ส่งมอบไลฟ์สไตล์ในกลุ่มธุรกิจ B2C 

ปรับบทบาทจากการเป็นแค่ “ผู้ผลิตสินค้า” มาเป็น “ผู้ส่งมอบนวัตกรรมอาหาร” ที่เข้าไปอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่าน 3 แนวคิดย่อย:

  • Urban Lifestyle Solutions: ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว แต่ยังคงได้คุณภาพ
  • Health & Wellness Innovation: ใช้นวัตกรรมพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ ตอบรับเทรนด์รักสุขภาพทั่วโลก
  • Brand Building Across ASEAN Markets: สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและเข้าถึงใจผู้บริโภคในอาเซียน ภายใต้แนวคิด “Global Quality with Local Relevance” คือ คุณภาพมาตรฐานโลก แต่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคบนมาตรฐาน AAA

การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ KCG พิสูจน์ความตั้งใจนี้ด้วยการคว้าผลประเมิน SET ESG Ratings ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด พร้อมประกาศหมุดหมายสำคัญในการมุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zeroภายในปี 2050) เพื่อส่งมอบ “ความสุขอย่างยั่งยืน” จากระดับท้องถิ่นสู่สากล

จาก “กิมจั๊วพาณิชย์” ปี 2501 สู่บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

หากมองย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของ KCG ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 โดยคุณวิจัย วิภาวัฒนกุล และคุณตง ธีระนุสรณ์กิจ ภายใต้ชื่อ “กิมจั๊วพาณิชย์” เริ่มต้นจากการเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ

ตลอดเกือบ 7 ทศวรรษ KCG ได้พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง จนกลายมาเป็นทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ที่มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอกว่า 1,300 รายการ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่สร้างเองอย่าง Imperial, Allowrie หรือแบรนด์พันธมิตรระดับโลกอย่างน้ำผลไม้เข้มข้น Sunquick

จนกระทั่งวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566 KCG ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่มหาชนอย่างเต็มตัว

Thumbsup’s Take: มุมมองกองบรรณาธิการ

การขยับตัวของ KCG ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “แบรนด์เก่าแก่ไม่จำเป็นต้องล้าสมัย” แบรนด์ในตำนานอย่างคุกกี้อิมพีเรียลกล่องแดง หรือเนยอลาวรี่ สามารถเติบโตและสร้าง New High ได้ต่อเนื่องผ่านการทำ Business Transformation ที่แท้จริง

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ KCG ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตอาหาร แต่เปลี่ยน Mindset สู่การเป็น Solution Provider และ Lifestyle Provider การใช้กลยุทธ์ KCG Value Chain เข้ามาจัดการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนในเวทีโลก และการปรับตัวแบบ Global Quality with Local Relevance ในตลาดต่างประเทศ (เช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์) ถือเป็นเคสศึกษาที่แบรนด์ไทยอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการโกอินเตอร์ได้เป็นอย่างดี

น่าติดตามต่อว่า หลังจากปักหมุด Net Zero 2050 และสยายปีกในอาเซียนแล้ว KCG จะพาแบรนด์ไทยไปได้ไกลแค่ไหนในเวทีระดับโลก

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: