เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในโลกธุรกิจและการทำงาน คนที่มีความสามารถเท่ากัน ขยันพอๆ กัน แต่กลับประสบความสำเร็จในความเร็วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คำตอบหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในยุคนี้คือ “คอนเนคชั่น” หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี
เมื่อพูดถึงคำว่าคอนเนคชั่น หลายคนมักมองภาพของการสังสรรค์ แลกนามบัตร หรือการพยายามเข้าหาผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คอนเนคชั่นที่ทรงพลังและยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการ “วิ่งไล่ล่า” ในวันที่เราต้องการความช่วยเหลือ แต่เกิดจากการ “บ่มเพาะและจัดวางความสัมพันธ์” อย่างชาญฉลาดและเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์
แนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจและถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการพัฒนาตนเองและนักบริหาร มาจาก คานางาวะ อากิโนริ นักธุรกิจและที่ปรึกษาชื่อดังระดับแถวหน้าของญี่ปุ่น ชายผู้เคยผ่านความล้มเหลวจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดถึง 2 ปีเต็ม แต่กลับสามารถพลิกชีวิตขึ้นมาสร้างอาณาจักรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งในอสังหาริมทรัพย์ เอเจนซี่โฆษณา สำนักพิมพ์ และธุรกิจประกันภัย โดยอาศัยแกนหลักคือ “การเน้นผลลัพธ์”
ในหนังสือผลงานชิ้นเอกของเขาอย่าง “คนชนะทำแล้วแก้ คนแพ้มัวแต่คิดไม่ได้ทำ” ได้กล่าวถึงประโยคทองที่ว่า “การสร้างคอนเนคชั่น เท่ากับ การสร้างตัวเอง” ซึ่งเปรียบเสมือนการปลูกพืชผลในไร่สวนที่เราหมั่นรดน้ำพรวนดิน เมื่อถึงเวลาขาดแคลน เราก็พร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันที ต่างจากคนที่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเดินมือเปล่าเข้าไปค้นหาอาหารในป่าลึก ซึ่งอาจต้องใช้ทั้งเวลา ความเสี่ยง และอาจกลับออกมามือเปล่า
เพื่อสร้าง “ไร่สวนแห่งความสัมพันธ์” ที่มีคุณภาพ คานางาวะได้แบ่งการทำความเข้าใจและการบริหารความสัมพันธ์กับคนรอบตัวออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่คนทำงานและนักธุรกิจทุกคนควรเข้าใจ

คนที่เหนือกว่า แหล่งพลังงานบวกและวิสัยทัศน์
เมื่อพูดถึง “คนที่เหนือกว่า” ในโลกธุรกิจ คนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่ความมั่งคั่งทางทรัพย์สิน ตำแหน่งบริหารระดับสูง หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร แต่ในมุมมองของการสร้างคอนเนคชั่นที่แท้จริง คนที่เหนือกว่าไม่ได้หมายถึงคนที่รวยกว่าหรือตำแหน่งสูงกว่าเสมอไป
แต่หมายถึง “คนที่มีคุณค่าทางความคิด” และเป็นคนที่สามารถมอบมุมมองที่กว้างไกล พร้อมทั้งส่งต่อพลังงานบวกให้แก่ชีวิตและการทำงานของเรา คนเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของเพื่อนร่วมงานต่างแผนก พี่เลี้ยงในที่ทำงาน หรือแม้แต่คนธรรมดาที่เชี่ยวชาญในทักษะบางอย่างที่เราไม่มี คนที่พร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและท้าทายให้เราคิดออกนอกกรอบเดิมๆ
Business Insight: งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและสังคมแห่งสหรัฐอเมริกา (Journal of Personality and Social Psychology) ระบุว่า การแวดล้อมตัวเองด้วยคนคิดบวกและมีวิสัยทัศน์ส่งผลโดยตรงต่อระดับความสุขและประสิทธิภาพในการตัดสินใจของมนุษย์ การคิดบวกในบริบทนี้ไม่ใช่เรื่องของการมองโลกในแง่ดีแบบไร้เดียงสา แต่คือความสามารถในการมองเห็น “โอกาสในวิกฤต” และทำความเข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์อย่างรอบด้าน
วิธีรับมือและวางตัว
- แสดงความกระหายที่จะเรียนรู้ : คนกลุ่มนี้ไม่ต้องการคำเยินยอ แต่พวกเขารู้สึกมีคุณค่าเมื่อได้เห็นว่าคำแนะนำของพวกเขานำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีของคุณ
- เป็นผู้ให้ก่อนเสมอ: แม้เราอาจไม่มีทรัพยากรเท่าเขา แต่เราสามารถมอบความจริงใจ ความช่วยเหลือในมุมที่เราถนัด หรือการช่วยลดภาระบางอย่างให้พวกเขาได้
คนที่เสมอกัน กระจกสะท้อนตัวตนและผู้หล่อหลอมมาตรฐาน
มีคำกล่าวที่น่าสนใจของ จิม โรห์น (Jim Rohn) ปรมาจารย์ด้านการพัฒนาตัวเองที่ว่า “คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด” ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”
คนที่เสมอกัน หรือเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมงาน และพาร์ทเนอร์ในระดับเดียวกัน คือกลุ่มคนที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อ “มาตรฐานการใช้ชีวิตและการทำงาน” ของเราในทุกๆ วัน พวกเขาคือคนที่จะหล่อหลอมนิสัย ทัศนคติ และระดับความทะเยอทะยานของเราโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว
หากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เพื่อนร่วมงานทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง พูดคุยกันเรื่องนวัตกรรม โอกาสทางธุรกิจ และการแก้ปัญหา เราก็จะถูกดึงดูดให้พัฒนาตัวเองขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน ในทางกลับกัน หากแวดล้อมไปด้วยคนที่ชอบบ่นโทษโชคชะตาและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เราก็จะค่อยๆ ซึมซับพลังงานเหล่านั้นเข้ามา
วิธีรับมือและวางตัว:
- กฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction ในเชิงพฤติกรรม): หากคุณอยากมีคอนเนคชั่นกับคนเก่ง คนขยัน และคนสำเร็จ คุณต้องพาตัวเองไปเป็นคนแบบนั้นเสียก่อน เพราะคนที่มีมาตรฐานสูง ย่อมเลือกคบคนที่สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองที่ทัดเทียมกันได้
- สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเติบโต: เลือกใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับเพื่อนร่วมงานหรือมิตรสหายที่ช่วยกันดึงศักยภาพของกันและกันออกมา หลีกเลี่ยงวงสนทนาที่บั่นทอนพลังงาน
คนที่ต่ำกว่า บททดสอบและเชื้อเพลิงจุดไฟในตัว
ในมิติของคานางาวะ “คนที่ต่ำกว่า” ไม่ได้ถูกวัดด้วยฐานะทางสังคมหรือระดับการศึกษา แต่เขาหมายถึง “กลุ่มคนที่คอยขัดขวาง ต่อต้าน หรือมีทัศนคติเชิงลบต่อเส้นทางชีวิตของเรา”
ในการทำงานหรือการทำธุรกิจ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่คอยแทงข้างหลัง คนที่คอยจับผิด หรือคนที่เป็น Toxic Person คนกลุ่มนี้มักเข้ามาในรูปแบบของ “บททดสอบความแข็งแกร่งทางอารมณ์ “
คนทั่วไปอาจเลือกที่จะหัวเสีย ปะทะ หรือยอมแพ้เมื่อเจอกับแรงต้านเหล่านี้ แต่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะมองคนกลุ่มนี้เป็น “เชื้อเพลิงชั้นดี” ที่จุดประกายให้เราอยากพิสูจน์ตัวเอง อยากพัฒนาผลงานให้ไร้ที่ติ และทำให้เราเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการความขัดแย้งได้อย่างเฉียบคมยิ่งขึ้น
วิธีรับมือและวางตัว:
- รักษาระยะห่างทางอารมณ์ (Emotional Detachment): รับรู้การมีอยู่ของพวกเขาในฐานะบทแบบทดสอบในชีวิต แต่ไม่ปล่อยให้เสียงเหล่านั้นเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
- เปลี่ยนแรงต้านให้เป็นแรงผลักดัน: ใช้คำสบประมาทหรือความไม่หวังดีเหล่านั้น เป็นแรงขับเคลื่อนในการทำ “Output” หรือผลงานของเราให้โดดเด่นจนไม่มีข้อกังขา
คอนเนคชั่นที่ดี จะวิ่งเข้าหาคนที่ “สมควรถูกแนะนำต่อ” เท่านั้น
สุดยอดเคล็ดลับของการสร้างคอนเนคชั่นในแบบฉบับของ คานางาวะ อากิโนริ ไม่ใช่การเดินแจกนามบัตรให้คนรู้จักเราให้มากที่สุด แต่คือการย้อนกลับมา “สร้างตัวเอง” ให้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คน
ในโลกธุรกิจและการทำงานยุคใหม่ คอนเนคชั่นที่มีคุณค่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ คุณเป็นคนที่คนอื่น “อยากแนะนำต่อ (Referral Value)” อย่างเต็มปากเต็มคำ
และสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
- คุณหมั่นพัฒนาทักษะและความคิดของตัวเองอยู่เสมอ
- คุณตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยมาตรฐานสูงสุด ไม่ใช่แค่ทำแบบ “เต็มที่แล้ว” แต่ต้อง “ทำให้สำเร็จจริงและมีผลลัพธ์จับต้องได้”
เมื่อคุณสร้าง Output ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง “คนที่เหนือกว่า” จะอยากดึงคุณไปร่วมงาน “คนที่เสมอกัน” จะอยากจับมือเป็นพันธมิตร และ “คนที่ต่ำกว่า” จะกลายเป็นเพียงบันไดที่ทำให้คุณเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งนั่นเอง





