หากย้อนดูภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกและอุปกรณ์กีฬาระดับโลกตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าสมรภูมิการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทุ่มงบการตลาดหรือการแย่งชิงตัวพรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็กอีกต่อไป แต่หัวใจของการอยู่รอดกลับอยู่ที่ Speed to Market รวมถึงประสิทธิภาพของ Supply Chain และความสามารถในการปรับต้นทุนให้ยืดหยุ่นสอดรับกับความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค

ล่าสุด Elliott Hill ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ NIKE ได้ส่งสารสำคัญถึงพนักงานทั่วโลก เพื่อประกาศการปรับโครงสร้างโมเดลการดำเนินงานครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ Pace ที่สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์กีฬาเบอร์หนึ่งของโลกกำลังรื้อถอนระบบการบริหารงานแบบรวมศูนย์ที่เคยใช้มายาวนาน เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง พร้อมทั้งส่งสัญญาณการปรับลดบทบาทและจำนวนพนักงานที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

เจาะลึก 4 เสาหลักกลยุทธ์ Pace เบื้องหลังการยกเครื่องของ Nike

การขยับตัวครั้งนี้ของ Nike ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามผลประกอบการไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Sport Offense ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยโมเดล Pace ถูกวางไว้บน 4 เสาหลักสำคัญประกอบด้วย

1. Supply Chain Modernization

Nike เริ่มต้นกระบวนการยกระดับซัพพลายเชนมานานกว่า 1 ปี โดยทีมซัพพลายเชนและเทคโนโลยีได้เร่งปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบโครงสร้างต้นทุนแบบแปรผัน การนำโซลูชันเทคโนโลยีเข้ามาผสานกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่ออุปสงค์ของผู้บริโภค แต่ยังช่วยลดภาระต้นทุนคงที่ที่เคยเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจขนาดมหึม

2. กระจายอำนาจสู่ 3 ภูมิภาค ย้ายศูนย์บัญชาการ APGC มาสิงคโปร์

เพื่อลดระยะห่างระหว่างศูนย์กลางการตัดสินใจกับตลาดผู้บริโภค Nike ได้จัดระเบียบโครงสร้างภูมิศาสตร์ใหม่เป็น 3 กลุ่มหลักประกอบด้วย

  • Americas: รวมตลาดอเมริกาเหนือและละตินอเมริกาเข้าด้วยกัน
  • APGC (Asia Pacific & Greater China): รวมตลาดเอเชียแปซิฟิกและเกรทเทอร์ไชน่าเข้าด้วยกัน โดยตั้งศูนย์บัญชาการทีมผู้นำระดับภูมิภาคอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมโยกย้ายตำแหน่งงานสำคัญจากสำนักงานใหญ่ในเมืองบีเวอร์ตัน รัฐออริกอน มาอยู่ใกล้ชิดกับตลาดจริง
  • EMEA: ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งยังคงดำเนินงานในรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ โครงสร้าง 3 ภูมิภาคใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปีงบประมาณ 2028

3. ปักหมุดสำนักงานใหม่ที่ เบงกาลูรู ประเทศอินเดีย

Nike เดินหน้าลงทุนระยะยาวด้วยการจัดตั้งแคมปัสแห่งใหม่ในเมืองเบงกาลูรู เพื่อรองรับขีดความสามารถใหม่และการเข้าถึงบุคลากรสายเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำ โดยอินเดียไม่เพียงเป็นตลาดเติบโตสูงและฐานการผลิตสำคัญเท่านั้น แต่บุคลากรประจำแคมปัสนี้จะทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 3 แบรนด์หลักในเครือ ได้แก่ Nike, Jordan Brand และ Converse

4. Evolving Workforce

หนึ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างมากที่สุด คือการประกาศล่วงหน้าว่าองค์กรจะมีการลดจำนวนบทบาทหน้าที่ลง โดยการตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่ได้รับผลกระทบจะเริ่มต้นขึ้นในปีปฏิทิน 2027 เป็นต้นไป เพื่อนำเม็ดเงินลงทุนไปจัดสรรใหม่ใน 5 แกนยุทธศาสตร์หลักที่สร้างมูลค่าสูงสุด ได้แก่ Product Innovation, Brand Storytelling, Consumer Connection, Sport และการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ

เมื่อยักษ์ใหญ่ต้องสลัดความเทอะทะ

การที่ Nike ปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนบทเรียนสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจระดับโลกในยุคดิสรัปชัน

อย่างแรกคือ การกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่ระดับภูมิภาค การโยกย้ายทีมบริหาร APGC มาอยู่ที่สิงคโปร์ แสดงให้เห็นว่าโมเดลเดิมที่คอยรับคำสั่งจากสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ ไม่สามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคเอเชียที่มีพลวัตสูงและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ทันท่วงที การให้อำนาจทีมงานในพื้นที่ตัดสินใจได้เอง จะช่วยเพิ่มความเร็วในการทำการตลาดและการกระจายสินค้า

ประการที่สอง การบริหารความเสี่ยงและต้นทุนด้วย Global Capability Center การเลือกเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย เป็นที่ตั้งแคมปัสใหม่ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างฐานสนับสนุนส่วนกลางที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสูง พร้อมดึงดูดทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลมาขับเคลื่อนระบบเบื้องหลังของแบรนด์

ประการที่สาม สัญญาณเตือนต่อวัฒนธรรมองค์กร แม้การประกาศล่วงหน้าว่าจะมีการลดบทบาทพนักงานในปี 2027 จะแสดงถึงความโปร่งใส แต่ในทางกลับกันก็สร้างภาวะความไม่แน่นอนแก่พนักงานทั่วโลก ซึ่งผู้บริหารจะต้องใช้การสื่อสารภายในที่รัดกุมผ่านเวทีอย่าง NIKE Team Meeting และช่องทางสื่อสารภายในเพื่อรักษาเสถียรภาพและขวัญกำลังใจของทีมงาน

Thumbsup มองว่า แผน Pace ของ Nike คือภาพสะท้อนของการยอมรับความจริงทางธุรกิจว่า แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ระดับตำนานไม่สามารถพึ่งพาความสำเร็จเดิมในอดีตได้ ท่ามกลางสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ที่คล่องตัว การตัดสินใจเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อสร้างโครงสร้างองค์กรที่กระชับ คล่องตัว และเข้าใกล้สนามจริงมากที่สุด จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า Nike จะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในระยะยาวได้หรือไม่

Key Takeaways

  1. Speed over Scale: ขนาดของธุรกิจที่ใหญ่โตไม่ได้การันตีชัยชนะอีกต่อไป หากปราศจากความเร็วในการส่งมอบสินค้าและบริการสู่มือผู้บริโภค
  2. Local Relevance is Mandatory: การบริหารงานแบบรวมศูนย์จากส่วนกลางไม่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม การกระจายอำนาจให้ทีมในภูมิภาคตัดสินใจคือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค
  3. Variable Cost Flexibility: การบริหารห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีต้องมุ่งเน้นการสร้างต้นทุนแบบแปรผัน เพื่อให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
  4. Reallocate to High-Value Assets: เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ผู้นำต้องกล้าลดบทบาทในส่วนงานที่ไม่สร้างความได้เปรียบ แล้วโยกงบประมาณไปลงกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างคุณค่าของแบรนด์อย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: