ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นหนึ่งในโรคที่มีผู้ป่วยสูงที่สุด โดยมีผู้ป่วยมากกว่า 19.1 ล้านคนทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค เช่น อินเดีย หรือยูกันดา
ในขณะที่ประเทศไทยเองกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างหนัก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุชัดเจนว่าโรคกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ
![]()
ปัญหาสำคัญคือโรคร้ายแรงหลายชนิดมักดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น และเมื่อดูข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จะพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า มีคนไทยเพียง 4.9% เท่านั้นที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ที่คนไทยยังไม่สามารถเข้าถึงหรือยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
ถอดบทเรียนอายุยืนจากญี่ปุ่น สู่โซลูชันด้านสุขภาพ
เมื่อเปรียบเทียบสถิติอายุขัย คนญี่ปุ่นมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 85 ปี ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มักมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 ปีเท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีอายุยืนยาวคือ “วัฒนธรรมการตรวจสุขภาพเป็นประจำ” ซึ่งช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็ว นำไปสู่อัตราการรักษาสำเร็จที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ตลอด 5 ปีของการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งในญี่ปุ่น สามารถทำได้ตามเป้าหมาย (mission) ถึง 90% และพบผู้ป่วยใหม่ 20%
แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ NURA ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัท ฟูจิฟิล์ม และ Dr. Kutty’s Healthcare (DKH) โดยได้นำร่องเปิดตัว NURA Bangkok Clinic เป็นคลินิกแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจอย่างช่องนนทรี เพื่อมุ่งสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้การตรวจคัดกรองสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เท่าเทียม และมีราคาที่เหมาะสม
![]()
Tech & Innovation: การผสาน AI เข้ากับเทคโนโลยีการแพทย์
จุดแข็งสำคัญที่ NURA นำมาใช้ดิสรัปต์การตรวจสุขภาพแบบดั้งเดิม คือการนำเทคโนโลยีภาพทางการแพทย์ขั้นสูงของฟูจิฟิล์มมาทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดข้อจำกัดเดิมๆ ของการตรวจสุขภาพ:
- ความรวดเร็วและสะดวกสบาย: โปรแกรมตรวจคัดกรองทั้งหมดสามารถแล้วเสร็จได้ภายในเวลาประมาณ 120 นาที
- ไม่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า: ผู้รับบริการไม่จำเป็นต้องงดน้ำและงดอาหารก่อนเข้ารับการตรวจ
- รังสีต่ำเป็นพิเศษ: ใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำเป็นพิเศษ (Ultra Low-Dose CT Scan) ซึ่งมีค่ารังสีเพียง 1.0mSv แต่สามารถตรวจคัดกรองได้อย่างละเอียดตั้งแต่บริเวณทรวงอกจนถึงช่องท้องด้วยภาพสามมิติ
- การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ: มีการตรวจเช็กอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อประเมินความเสี่ยงหัวใจวาย รวมไปถึงการประเมินปริมาณหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Calcium Score) และการตรวจไขมันรอบกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เจ็บน้อยลง: ใช้เทคโนโลยีการตรวจแมมโมแกรมด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมระบบดิจิทัล AMULET SOPHINITY ควบคู่กับฟังก์ชัน Comfort Comp และระบบ AI ที่ช่วยในการจัดท่าตรวจ ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความเจ็บปวดและความกังวลของผู้รับบริการ รวมทั้งมีการตรวจอัลตราซาวด์ร่วมด้วย
- AI ในฐานะ Second Opinion: เทคโนโลยี AI จะทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘ดวงตาคู่ที่สอง’ ให้กับทีมแพทย์ ช่วยวิเคราะห์และค้นหาความผิดปกติขนาดเล็กที่อาจสังเกตได้ยาก ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะภายในคลินิกอย่างครบวงจร
![]()
วางตัวเป็น ‘ด่านหน้า’ ไม่ใช่โรงพยาบาล
ในมุมของโมเดลธุรกิจ NURA วางจุดยืน (Positioning) อย่างชัดเจนว่าตนเองคือ “คลินิกตรวจคัดกรองเชิงป้องกัน” ไม่ใช่โรงพยาบาลที่มุ่งเน้นการรักษาโรคซับซ้อนเชิงลึก สิ่งที่ NURA สร้างขึ้นคือระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งผ่านเครือข่ายพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพ (Care Partner Network) ปัจจุบันมีการเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลชั้นนำถึง 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลในเครือ BDMS, รวมใจรัก, เครือธนบุรี, เครือพญาไท, เครือเปาโล, บำรุงราษฎร์, ธนบุรีบำรุงเมือง และธรรมศาสตร์
โมเดลนี้แก้ปัญหาคอขวด (Bottleneck) ในกระบวนการสาธารณสุขได้ตรงจุด:
- ลดขั้นตอน (Screening Reduction): ผู้ป่วยที่ตรวจพบความเสี่ยงสามารถนำรายงาน (Report) ส่งต่อให้โรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจคัดกรองพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
- การจัดเกรดสุขภาพ: ผลการตรวจจะถูกประเมินเป็นเกรด A, B, C และ D หากผลอยู่ในเกณฑ์ B-C ผู้รับบริการจะได้รับคำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลสุขภาพ แต่หากผลอยู่ในเกรด D คลินิกจะแนะนำและส่งต่อให้เข้ารับการรักษาทันที
- ทีมแพทย์อธิบายผล: มีแพทย์อายุรกรรมประจำคลินิกเพื่ออธิบายผลการตรวจที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย พร้อมให้คำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยไม่มีความกดดันแบบสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาล
เจาะกลุ่มเป้าหมายและแผนการขยายตัว
NURA ออกแบบบริการโดยได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาการบริการแบบ “Omotenashi” ของญี่ปุ่น เพื่อให้คลินิกมีความเป็นส่วนตัว ร่มรื่น และไม่สร้างความรู้สึกกดดัน การออกแบบเช่นนี้ตั้งใจเจาะกลุ่มคนวัยทำงานที่อายุยังน้อย ซึ่งมักมองข้ามการตรวจสุขภาพเพราะคิดว่าตนเองยังแข็งแรงดี การทำกระบวนการให้สั้น กระชับ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดกลุ่มลูกค้านี้
ปัจจุบัน NURA Bangkok Clinic มีลูกค้าชาวไทยเป็นสัดส่วนถึง 97% และมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการร่วมด้วย โดยมีความจุในการรองรับผู้รับบริการ (Capacity) สูงสุดที่ 100 คนต่อวัน แม้ในปัจจุบันจะยังไม่ถึงระดับสูงสุด แต่บริษัทคาดการณ์ว่าจำนวนลูกค้าจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งจากการทำการตลาดแบบ B2C และการเจรจาโมเดล B2B ร่วมกับองค์กรต่างๆ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายสาขาไปยังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
โปรแกรมการตรวจคัดกรองสุขภาพที่ NURA Bangkok Clinic มีราคาอยู่ที่ 15,000 บาท เปิดให้บริการทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 09.00–18.00 น. การขยับตัวของฟูจิฟิล์มในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่ยังเป็นการเขย่าวงการ Health Tech ที่ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของสาธารณสุขไม่ใช่แค่การรักษาโรคให้หาย แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “สกัดกั้น” โรคร้ายตั้งแต่ก่อนที่อาการจะเริ่มปรากฏ