ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในปี 2569 ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในสมการการเมืองและเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ในทั้งสองสภา นำไปสู่สภาวะ “รัฐบาลแบ่งขั้ว” ที่จะกำหนดทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของวาระการดำรงตำแหน่ง

ภูมิทัศน์การเมืองใหม่ อำนาจที่ถูกคาน แต่อาจไม่ถูกพลิกกลับ

ผลการนับคะแนนเบื้องต้น (ณ วันที่ 4 พ.ย. 2569) สะท้อนภาพชัดเจนว่า พรรคเดโมแครตคว้าที่นั่งในสภาล่าง ไปได้ 232 ต่อ 139 เสียง จากทั้งหมด 435 เสียง ขณะที่ในสภาสูง พรรคเดโมแครตก็ครองเสียงข้างมากเช่นกันที่ 54 ต่อ 44 เสียง จาก 100 เสียง ชัยชนะครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตีฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกันให้แตกพ่าย แม้กระทั่งในรัฐที่เป็นฐานเสียงหลักมายาวนานอย่าง North Carolina, South Carolina และ Texas โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม แม้สภาคองเกรสภายใต้การนำของเดโมแครตจะมีอำนาจในการขัดขวางการออกกฎหมายใหม่และตรวจสอบการอนุมัติงบประมาณอย่างเข้มข้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านโยบายหลักของรัฐบาลทรัมป์จะถูกปัดตกโดยอัตโนมัติ ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารที่แข็งแกร่งผ่านการออกคำสั่งประธานาธิบดี และยังสามารถใช้อำนาจยับยั้ง ร่างกฎหมายของสภาได้

ซึ่งหากรัฐสภาต้องการลบล้างการ Veto จำเป็นต้องรวบรวมเสียงให้ได้ถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นการ “จำกัด” การสร้างนโยบายใหม่ มากกว่าการ “เปลี่ยนทิศทาง” นโยบายเดิมที่มีอยู่

ผ่า 5 นโยบายหลัก แรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ทิศทางการบริหารประเทศในช่วง 2 ปีนับจากนี้ จะเต็มไปด้วยการต่อรองทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลากหลายมิติ ดังนี้

  1. ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง: ทิศทางหลักในการแข่งขันบนเวทีโลกจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก ทรัมป์ยังคงกุมอำนาจด้านการทูต การสั่งการทางทหาร และการคว่ำบาตร โดยเฉพาะนโยบายที่มีต่ออิหร่าน ทว่าการที่เดโมแครตคุมสภาหมายถึงการตรวจสอบงบประมาณกลาโหมที่จุกจิกขึ้น รวมถึงความพยายามในการใช้กลไก War Powers Resolution เพื่อจำกัดกรอบเวลาการใช้กองกำลังทหารโดยพลการของประธานาธิบดี
  2. นโยบายการค้ากำแพงภาษี: มาตรการกีดกันทางการค้าจะยังคงเดินหน้าต่อไป รัฐบาลสามารถใช้ข้อกฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ (มาตรา 232) และมาตรการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม (มาตรา 301) มาเป็นเครื่องมือได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสภา ทำให้มาตรการภาษีนำเข้าเดิมยังคงอยู่ และอาจมีมาตรการใหม่เพิ่มเข้ามาภายใต้กรอบอำนาจบริหาร
  3. ความตึงเครียดทางการคลัง: นี่คือจุดเปราะบางที่สุดของสภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว การผลักดันกฎหมายลดภาษีหรือการขออนุมัติงบรายจ่ายเพิ่มเติมจะถูกเตะถ่วง ทำให้การเจรจางบประมาณรายปีมีความยืดเยื้อและซับซ้อน นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิด Government Shutdown สูงขึ้น ที่น่ากังวลที่สุดคือการเจรจาขยายเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling) ที่กำลังจะมาถึงในปี 2570 ซึ่งจะสร้างความผันผวนอย่างหนักต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการชำระหนี้ของประเทศ
  4. เทคโนโลยี AI และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม: ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจเทคโนโลยี ทรัมป์พยายามใช้อำนาจบริหารสนับสนุนการพัฒนา AI และลดทอนกฎระเบียบต่างๆ แต่เมื่อเดโมแครตครองสภา การตรวจสอบจะพุ่งเป้าไปที่ความปลอดภัยของ AI, การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และที่สำคัญคือผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้พลังงานและน้ำมหาศาลของ Data Centers ถึงกระนั้น การจะออกเป็นกฎหมายควบคุมฉบับใหม่ก็ยังทำได้ยากตราบใดที่ทรัมป์ยังมีอำนาจ Veto ส่วนจุดยืนในการทำสงครามเทคโนโลยีกับจีนนั้น ทั้งสองพรรคยังคงเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับชาติ
  5. นโยบายแรงงานและผู้อพยพ: การกวาดล้างและผลักดันผู้อพยพจะยังดำเนินต่อไปภายใต้งบประมาณที่เคยอนุมัติไปแล้วและอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่พรรคเดโมแครตจะใช้กลไกกรรมาธิการตรวจสอบเพื่อชะลอหรือสร้างข้อจำกัดในการปฏิบัติตามนโยบายเหล่านี้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ความท้าทายที่มาพร้อมโอกาส

ในภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ จะเผชิญความล่าช้า ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่ทรัมป์อาจนำมาใช้ชดเชยข้อจำกัดในสภา ด้านเศรษฐกิจโลกจะยังถูกกดดันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันและดันให้พลังงานแพงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กดดันห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับเศรษฐกิจไทย แน่นอนว่าการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันทั้งภาคการผลิตและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน อีกทั้งความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้าย่อมกระทบตัวเลขการส่งออก แต่ในวิกฤตนี้ ประเทศไทยยังมี “โอกาสทอง” จากกระแสการกระจายห่วงโซ่อุปทานระดับโลก  ไทยสามารถวางตำแหน่งตัวเองเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล แม้จะต้องจับตาความผันผวนของวัฏจักรการลงทุน AI โลกควบคู่ไปด้วยก็ตาม

ทิศทางตลาดเงิน-ตลาดทุน: บอนด์ยีลด์ทรงตัว ค่าเงินบาทผันผวน

ผลเลือกตั้งครั้งนี้มีนัยต่อตลาดเงินและตลาดทุนในวงจำกัด เนื่องจากตลาดได้รับรู้ความคาดหวังไปบางส่วนแล้ว นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลการเลือกตั้ง แต่จะขับเคลื่อนด้วยทิศทางเงินเฟ้อที่ถูกกดดันจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก หากสงครามยืดเยื้อ Fed อาจต้องคงนโยบายดอกเบี้ยระดับสูงไปจนถึงปี 2570

สำหรับตลาดพันธบัตรไทย การที่นโยบายการคลังของสหรัฐฯ ถูกเบรกโดยเดโมแครต ช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของสหรัฐฯ และส่งผลดีต่อเนื่องมาช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ของไทยได้บางส่วน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงตัวเลขคาดการณ์บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปีและ 10 ปี ณ สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 1.30% และ 2.50% ตามลำดับ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569

ด้านทิศทางค่าเงินบาท อาจเห็นจังหวะแข็งค่าขึ้นในระยะสั้นตามแรงเทขายดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับข่าวผลเลือกตั้ง แต่โอกาสแข็งค่าไปไกลกว่านี้มีจำกัด เนื่องจากดอลลาร์ฯ อาจกลับมาแข็งค่ารับแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ในช่วงปลายปี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเงินบาทจะปิดปี 2569 ที่ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ส่วนในปี 2570 ค่าเงินบาทจะยังอยู่ในภาวะผันผวน โดยมีปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ยังอ่อนแอเป็นตัวจำกัดเพดานการแข็งค่าของเงินบาทเอาไว้

ท้ายที่สุด การเมืองสหรัฐฯ ในยุคสภาแบ่งขั้วนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายของภาคธุรกิจไม่ใช่แค่การประเมินวิสัยทัศน์ผู้นำ แต่คือการทำความเข้าใจข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่จะทำให้ความเสี่ยงด้านนโยบายและตลาดการเงินมีความผันผวนสูงลิ่วในปีหน้าและปีถัดไป

 

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: