ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาพลิกโฉมการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่วงการที่เปรียบเสมือนรากฐานของวิทยาศาสตร์ทั้งหมด แม้เทคโนโลยีนี้จะช่วยเปิดประตูสู่การไขสมการหรือค้นพบสิ่งใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกก็เริ่มมองเห็น “สัญญาณอันตราย” ที่อาจสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของวงการ หากเราปล่อยให้ AI ทำงานโดยปราศจากการควบคุม
นักคณิตศาสตร์ชั้นนำ 16 ท่าน พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันร่างและเผยแพร่ “ปฏิญญาไลเดนว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์และคณิตศาสตร์” (The Leiden Declaration on Artificial Intelligence and Mathematics) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการขีดเส้นแบ่งและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ AI ในงานวิจัย โดย ณ วันที่ตีพิมพ์ ปฏิญญาฉบับนี้ได้รับการลงนามสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญแล้วกว่า 130 คน
โดยเอกสารฉบับนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ AI นำมาสู่วงการคณิตศาสตร์ แต่ยังได้วางแนวทางปฏิบัติ ที่ครอบคลุมทั้งสำหรับตัวนักวิจัย องค์กร รัฐบาล ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์

จากวงเสวนาสู่ ‘ฉันทามติ’ ที่ยากลำบาก
จุดเริ่มต้นของเอกสารความยาว 11 หน้าฉบับนี้ เกิดขึ้นจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่า เป้าหมายของปฏิญญาฉบับนี้ ไม่ใช่การต่อต้านหรือแบนการใช้ AI ในงานวิจัย แต่เป็นการตั้งคำถามถึงนิยามของการใช้ AI อย่าง “มีความรับผิดชอบ” โดยเฉพาะในบริบทที่คณิตศาสตร์ต้องการความแม่นยำสูงสุด ความโปร่งใส และการพึ่งพาวิจารณญาณรวมถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการสร้างความก้าวหน้า
Christoph Sorger เลขาธิการสหภาพคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Mathematical Union – IMU) ได้เขียนถึงการสนับสนุนปฏิญญาฉบับนี้ว่า “ผมไม่ได้คาดหวังว่าเพื่อนร่วมวงการทุกคนจะเห็นด้วยกับทุกประโยคในเอกสารฉบับนี้ แต่มันคือการเรียกร้องให้ชุมชนคณิตศาสตร์ตอบสนองต่อเทคโนโลยีนี้ด้วยความโปร่งใส และยึดมั่นในคุณค่าของศาสตร์วิชาของเรา”
ด้าน Rodrigo Ochigame นักมานุษยวิทยาด้าน AI จากมหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันปฏิญญา เล่าถึงความท้าทายในการร่างเอกสารผ่าน Gizmodo ว่า “การจะบรรลุฉันทามติในเนื้อหาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และกระบวนการนี้ก็ทดสอบความอดทนของทุกคนอย่างมาก เราเลือกทางที่ยากที่สุด นั่นคือเราจะตีพิมพ์เนื้อหาก็ต่อเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากรวบรวมฟีดแบ็กจากผู้คนหลากหลายกลุ่มและถกเถียงกันในทุกๆ ประเด็นอย่างละเอียด”

เมื่ออิสรภาพของคณิตศาสตร์ถูกคุกคามโดย AI
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากปฏิญญาฉบับนี้คือ คำเตือนที่ระบุว่า หากปล่อยให้ AI รุกคืบเข้ามาในวงการคณิตศาสตร์โดยไม่มีการตรวจสอบ “อิสระภาพและเอกเทศน์ของวิชาคณิตศาสตร์จะตกอยู่ในภาวะถูกคุกคาม”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ที่สร้างโดย AI” ซึ่งปัจจุบันกระบวนการเหล่านี้ยากต่อการนำไปผนวกรวมกับมาตรฐานการตรวจสอบเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอไอเดีย การพิสูจน์ตรรกะ หรือการตรวจสอบข้อโต้แย้งทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
นอกจากนี้ ปฏิญญายังเตือนถึงความเสี่ยงของการนำผลลัพธ์จาก AI ไปโปรโมตผ่านสื่อแบบไม่เป็นทางการ เช่น ข่าวประชาสัมพันธ์หรือบล็อกโพสต์ โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบทางวิชาการอย่างเคร่งครัด ซึ่งหากผลลัพธ์เหล่านั้นมีข้อผิดพลาดร้ายแรง การจะตามแก้ไขข้อมูลที่แพร่กระจายออกไปในวงกว้างแล้ว จะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับนักคณิตศาสตร์
Daniel Litt นักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างปฏิญญา แต่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ ให้ความเห็นว่า “ปัจจุบันมีบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI สายคณิตศาสตร์จำนวนมากที่รีบเร่งประกาศผลลัพธ์ของตนเอง โดยที่ผลลัพธ์เหล่านั้นมักไม่ได้รับการตรวจสอบหรือให้บริบทที่ถูกต้องนัก แม้ส่วนใหญ่ข้อมูลอาจจะถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่อะไร ทว่าในมุมของธุรกิจ บริษัทเหล่านี้มีแรงจูงใจทางการเงินที่จะต้องโฆษณาเกินจริงเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน”
‘Big Tech’ และปัญหาการดูดข้อมูลโดยไร้การอ้างอิง
ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งที่สั่นคลอนรากฐานของวงการวิจัยคือ การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ใช้เอเจนต์ AI เข้าไปกวาดข้อมูลจากฐานข้อมูลงานวิจัย เช่น arXiv เพื่อนำไปฝึกฝนโมเดลหรือสร้างคำตอบ โดยแทบจะไม่มีการอ้างอิงหรือให้เครดิตผลงานของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้นเลย
Jim Portegies นักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟน ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งนี้ว่า ในขณะที่คลังข้อมูลอย่าง arXiv ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรี แต่บริษัทเทคโนโลยีกลับดึงข้อมูลไปใช้ฝ่ายเดียว และปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดสำคัญว่า AI ของพวกเขาสร้างข้อสรุปเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างไร ความไม่โปร่งใสนี้กำลังทำลายจรรยาบรรณของการวิจัยร่วมกัน
แผนปฏิบัติการเพื่ออนาคต
เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว ปฏิญญาไลเดนได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่สำคัญหลายประการ ได้แก่
- การเปิดเผยการใช้ AI : นักวิจัยต้องระบุอย่างชัดเจนว่ามีการใช้เครื่องมือ AI ใดบ้างในงานวิจัย
- ยกระดับกระบวนการ Peer-review: กระบวนการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นเมื่อต้องประเมินผลงานที่สร้างจาก AI
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์สาธารณะ: รัฐและองค์กรควรลงทุนสร้างระบบประมวลผลสาธารณะ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมให้กับนักวิจัยทั่วไป ไม่ให้ถูกผูกขาดโดยบริษัท Big Tech เพียงกลุ่มเดียว
Ochigame มองว่าข้อเสนอที่สามารถทำได้ง่ายที่สุดในตอนนี้คือ “การเปิดเผยการใช้เครื่องมือ” ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคำแนะนำที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับการใช้ AI ในวงการคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ เขายังเสริมว่าการออกกฎระเบียบควบคุมอุตสาหกรรม AI ระดับประเทศหรือระดับโลกเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะมันส่งผลกระทบในวงกว้างเกินกว่าแค่วงการคณิตศาสตร์
ศาสตร์ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยมนุษย์
ท้ายที่สุดแล้ว ปฏิญญาฉบับนี้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า การโฟกัสควรอยู่ที่ “มนุษย์” เป็นหลัก ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ AI หรือไม่ก็ตาม
“คณิตศาสตร์เป็นและควรจะยังคงเป็นความพยายามอย่างลึกซึ้งของมนุษย์ตลอดไป” Ulrike Tillmann รองประธาน IMU กล่าวตอกย้ำจุดยืน
เป้าหมายสูงสุดของ “ปฏิญญาไลเดน” จึงไม่ใช่การปิดกั้นนวัตกรรม แต่เป็นการจุดประกายให้เกิดการพูดคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับอิทธิพลของ AI ต่อศาสตร์ที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ทุกแขนง ซึ่งการถกเถียงนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่ระดับโลกอีกครั้ง ในการประชุม International Congress of Mathematicians ที่เมืองฟิลาเดลเฟียในเดือนหน้า นี่คือความท้าทายที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนักวิจัยต้องหาจุดสมดุลร่วมกันให้พบ ก่อนที่รากฐานอันมั่นคงของคณิตศาสตร์จะถูกสั่นคลอนโดยเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมาเอง



