Barbie and Ruth

หากพูดถึง Barbie เชื่อว่าภาพจำของทุกคนคือตุ๊กตาสาวสวยที่เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก หรือไอคอนแฟชั่นระดับโลก แต่ภายใต้รอยยิ้มพิมพ์ใจและเรือนร่างที่เพอร์เฟกต์ของตุ๊กตาตัวนี้ มีเรื่องราวการต่อสู้ทางธุรกิจที่ดุเดือด เลือดพล่าน และเต็มไปด้วยบทเรียนล้ำค่าซ่อนอยู่ เรื่องราวของ Ruth Handler สตรีผู้มองเห็นอนาคตในวันที่คนอื่นมองเห็นแค่เรื่องไร้สาระ

หนังสือ Barbie and Ruth โดย Robin Gerber ได้พาเราย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางชีวิตของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่กล้าท้าทายขนบสังคม กล้ากระโดดลงไปในสนามธุรกิจที่มีแต่ผู้ชาย และกล้าที่จะล้มเหลวเพื่อลุกขึ้นยืนใหม่อย่างสง่างาม วันนี้ Thumbsup สรุปและวิเคราะห์มาให้แล้วว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นคัมภีร์ที่นักการตลาดและคนทำธุรกิจต้องอ่าน

Barbie and Ruth

DNA ของผู้ประกอบการมันอยู่ในสายเลือด

Ruth ไม่ได้เริ่มต้นจากความร่ำรวย เธอเกิดในครอบครัวผู้อพยพโปแลนด์-ยิว เป็นลูกคนที่ 10 ที่ต้องดิ้นรนแต่เด็ก ความน่าสนใจคือ Mindset ของ Ruth ที่ฉายแววมาตั้งแต่เล็ก เธอทนไม่ได้กับการอยู่เฉย ๆ หรือรับของฟรี เธอเลือกที่จะทำงานในร้านขายยาของพี่สาวแทนที่จะวิ่งเล่นกับเพื่อนเหมือนเด็กทั่วไป

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ Entrepreneurial Spirit หรือจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ นั้นสร้างได้ยากหากไม่มีความหิวกระหายRuthมองเห็นโอกาสในทุกที่ และเมื่อเธอได้พบกับ Elliot Handler คู่ชีวิตและคู่หูทางธุรกิจ จิ๊กซอว์แห่งความสำเร็จจึงเริ่มต่อกันติด เอลเลียตคือศิลปินผู้สร้างสรรค์ ส่วน Ruth คือแม่ทัพฝ่ายขาย นี่คือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดในการทำธุรกิจ คนหนึ่งสร้างของดี อีกคนขายของเก่ง

กำเนิด Barbie ด้วยการมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมของเล่นโลกเริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เรียบง่ายที่สุด Ruth สังเกตเห็นลูกสาวที่ชื่อว่า Barbarah เล่นตุ๊กตากระดาษและจินตนาการว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้จุดประกาย Pain Point และ Market Gap ขนาดมหึมาขึ้นมาในหัวเธอ

ในยุคนั้น ตุ๊กตาส่วนใหญ่เป็นรูปเด็กทารก เพื่อฝึกให้เด็กหญิงเป็นแม่คน แต่ Ruth ตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กผู้หญิงถึงจินตนาการว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพ มีอิสระ และมีทางเลือกบ้างไม่ได้?

ไอเดียการทำตุ๊กตาที่มีสรีระแบบผู้ใหญ่ของเธอถูกคัดค้านอย่างหนัก ทีมงานผู้ชายใน Mattel มองว่ามันโป๊ และพ่อแม่ไม่มีทางซื้อให้ลูก แต่ Ruth เชื่อในสัญชาตญาณ และ Insight ที่เธอเห็น เธอยืนหยัดที่จะผลิตมันออกมา จนกระทั่ง Barbie ตัวแรกถือกำเนิดขึ้น และมันก็ได้พิสูจน์ว่าเธอคิดถูก

ผู้บุกเบิก Direct-to-Consumer

ความอัจฉริยะของ Ruth ไม่ใช่แค่การสร้างสินค้า แต่คือวิธีการขาย Mattel ภายใต้การนำของเธอคือผู้บุกเบิกการโฆษณาของเล่นผ่านโทรทัศน์เป็นครั้งแรก นี่คือการ Disruption วงการการตลาดอย่างแท้จริง

แทนที่จะทำการตลาดกับพ่อแม่ที่เป็นผู้จ่ายเงิน Ruth เลือกที่จะสื่อสารโดยตรงกับเด็กที่เป็นผู้เล่น ผ่านหน้าจอทีวี ทำให้เด็ก ๆ เกิดความต้องการและไปรบเร้าผู้ปกครอง กลยุทธ์นี้เปลี่ยน Power Dynamic ของการตัดสินใจซื้อในครอบครัวไปตลอดกาล นอกจากนี้ เธอยังเป็นคนวางระบบการเก็บ Data ยอดขายหน้าร้าน เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับแผนการผลิตแบบ Real-time ซึ่งถือว่าล้ำหน้ามากในยุค Analog

บททดสอบที่แลกมาด้วยน้ำตา

กราฟชีวิตของ Ruth พุ่งทะยานสูงสุดเมื่อ Mattel เข้าตลาดหุ้นและกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่แล้ว Disruption ทางชีวิตก็ถาโถมเข้ามา เธอตรวจพบมะเร็งเต้านมและต้องตัดเต้านมทิ้ง ในยุคที่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง ความเจ็บปวดทางกายส่งผลต่อความมั่นใจและการทำงานของเธออย่างหนัก

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในช่วงทศวรรษ 1970 เธอต้องเผชิญกับข้อหาฉ้อโกงหลักทรัพย์และตกแต่งบัญชี ซึ่งเป็นผลพวงจากการบริหารงานที่ผิดพลาดในช่วงที่เธอป่วยและการไว้ใจคนผิด Ruth ต้องก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัทที่เธอสร้างมากับมือ ถูกสังคมประณาม และเกือบต้องติดคุก

ช่วงเวลานี้คือจุดตกต่ำที่สุด จากราชินีวงการของเล่น กลายเป็นจำเลยสังคม เพื่อนฝูงตีจาก พนักงานเมินหน้าหนี เป็นบทเรียนราคาแพงที่สอนให้รู้ว่า ชื่อเสียงสร้างมาทั้งชีวิต อาจพังทลายได้ในพริบตา หากขาดธรรมาภิบาลและการตรวจสอบที่ดีพอ

ฟื้นคืนชีพด้วยนวัตกรรม

คนเก่งอาจจะล้มได้ แต่คนจริงต้องลุกให้ไว แม้จะบอบช้ำจากคดีความและโรคร้าย แต่ Ruth ไม่ยอมให้ความล้มเหลวมากำหนดชีวิตที่เหลือ เธอเปลี่ยนปมด้อยจากการผ่าตัดเต้านม ให้กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า Nearly Me ผลิตเต้านมเทียมสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

จากประสบการณ์ตรงที่หาเต้านมเทียมที่ใส่สบายและดูเป็นธรรมชาติไม่ได้ เธอจึงสร้างมันขึ้นมาเอง นี่คือการกลับมาใช้ Core Skill เดิมของเธอ นั่นคือ การมองเห็นปัญหาและสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ Ruth ในวัย 60 กว่าปี กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในฐานะผู้ประกอบการที่สร้าง Impact ให้กับชีวิตผู้หญิง

Thumbsup มองว่า เรื่องราวของ Ruth Handler สอนให้เรารู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันแลกมาด้วยความดื้อรั้น ความเสี่ยง และความเจ็บปวด

จากบทสรุปหนังสือ Barbie and Ruth เราในฐานะคนทำงานการตลาดและธุรกิจ สามารถถอดบทเรียนสำคัญได้ 3 ข้อดังนี้

  1. Insight is King: การเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม Ruth เข้าใจเด็กผู้หญิงมากกว่าใครในยุคนั้น จึงสร้าง Product ที่เปลี่ยนโลกได้
  2. Resilience is Key: ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Ruth เปลี่ยนวิกฤตมะเร็งให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้เพราะเธอไม่ยอมจำนน
  3. Vision over Validation: หากคุณเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ อย่ารอให้ใครมาประทับตราอนุมัติ ถ้าวันนั้น Ruth ฟังเสียงคัดค้านจากผู้ชายรอบตัว วันนี้โลกคงไม่มี Barbie

ในท้ายที่สุด Ruth ได้รับการยอมรับกลับเข้าสู่ครอบครัว Mattel อีกครั้งในช่วงบั้นปลายชีวิต ได้เห็นผลงานของตัวเองกลายเป็นตำนาน และที่สำคัญที่สุด เธอได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้หญิงเป็นได้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่คือชีวิตจริงที่เธอทำให้ดู

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: