ในวันที่ตัวเลข GDP ของไทยถูกพยากรณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.5 – 2% ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ ทั้งสงครามการค้า 2.0 สินค้าจีนทะลักตลาด และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คำถามที่สำคัญที่สุดของคนทำธุรกิจและภาครัฐคือ “เราจะเอาอะไรมาขับเคลื่อนประเทศต่อไป?” เมื่อแต้มต่อเดิมอย่าง ‘แรงงานราคาถูก’ หรือ ‘ฐานการผลิตแบบดั้งเดิม’ กำลังหมดความขลังลง
ภายในงาน “CEA Forum 2026” ภายใต้ธีม “Empower Creative Thailand, Ignite Economic Impact พลังสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสร้างชาติ” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ออกมาประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า คำตอบของประเทศไทยนับจากนี้คือ “Creative Economy” หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะทำหน้าที่เป็น ‘New Economic Engine’ ตัวจริง

วิกฤตเชิงโครงสร้าง และการมาถึงของ ‘Creative Nation’
คุณไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการ CEA ได้ฉายภาพความท้าทายผ่านปาฐกถาพิเศษ Creative Nation & Global Outlook 2026 โดยระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ซัปพลายเชนโลกผันผวน
กลยุทธ์เดิมที่เน้นการรับจ้างผลิต (OEM) หรือการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวแบบ Mass กำลังเผชิญกับทางตัน ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของปี 2026 คือการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “Creative Nation” หรือชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องศิลปะ แต่คือการนำ “ไอเดีย เนื้อหา และ IP (ทรัพย์สินทางปัญญา)” มาเป็นแกนหลักในการสร้างรายได้
ข้อดีของเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือความยืดหยุ่นสูง (Resilient) ไม่ผูกติดกับต้นทุนโลจิสติกส์เท่ากับสินค้าโภคภัณฑ์ และที่สำคัญคือเป็นธุรกิจที่ “ผู้เล่นรายเล็ก” สามารถแจ้งเกิดได้ในระดับโลก หากมีเรื่องเล่า (Storytelling) ที่ทรงพลังพอ

6 เมกะเทรนด์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA ได้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ ซึ่งในปี 2026 นี้ จะมี 6 เทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องจับตามอง:
- Tech & AI Acceleration: AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นผู้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตคอนเทนต์
- Platform Power: พลังของแพลตฟอร์มที่ลบเส้นพรมแดน ทำให้ Content ไทยไปได้ไกลกว่าเดิม
- Creator Economy: มูลค่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยที่พุ่งแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท
- Regional Rising: พลังของท้องถิ่นและเมืองรองที่เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่
- New Consumerism: กลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่ยินดีจ่ายเพื่อ ‘ประสบการณ์’ และ ‘Digital Lifestyle’
- High-Value IP: การเปลี่ยนจากสินค้าทั่วไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูง
จาก ‘ทุนวัฒนธรรม’ สู่ ‘เศรษฐกิจฐาน IP’
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลักดันมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ให้เติบโต 5% ทาง CEA ได้วางโรดแมป 4 หัวใจหลัก
- พัฒนาคนด้วย AI & Creativity: การติดอาวุธทักษะใหม่ให้คนทำงานสร้างสรรค์ และการขยาย New TCDC ไปสู่ 20 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกระจายองค์ความรู้สู่ระดับภูมิภาค
- ยกระดับเมือง (City Branding): ผ่านโครงการ “เนรมิต” (Neramyth) ที่มุ่งสร้างเอกลักษณ์ให้เมืองน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว
- เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็น IP: สนับสนุนการบ่มเพาะผลงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกิด “New IP” ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์
- ขยายธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม: การสร้าง Market Place ระดับนานาชาติ เช่น งาน TICIP เพื่อให้เกิดการซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม
Soft Power ที่กินได้จริง: Content & Music Exchange
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรี โดยมีโปรเจกต์เรือธงอย่าง “Music Exchange 2026” ที่ใช้กลยุทธ์ PUSH ส่งศิลปินไทยกว่า 40 วงไปลุยเทศกาลดนตรีระดับโลก และกลยุทธ์ PULL ดึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จาก 5 ประเทศเป้าหมาย (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, เวียดนาม) มาทำ Business Matching ในไทย
นอกจากนี้ยังมีงาน Thailand International Content IP Expo (TICIP) ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งจะเป็นตลาดซื้อขาย IP คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เพื่อเปลี่ยนจากแค่การ “รับจ้างผลิต” ไปสู่การเป็น “เจ้าของลิขสิทธิ์” ที่สร้าง Passive Income ให้กับประเทศในระยะยาว
เป้าหมายและดัชนีชี้วัดความสำเร็จ
CEA ตั้งเป้าหมายปี 2569 ไว้อย่างชัดเจน:
- สร้างนักสร้างสรรค์มืออาชีพเพิ่มขึ้น 300,000 ราย
- ผลักดันการเกิด New IP เชิงพาณิชย์กว่า 350 รายการ
- เพิ่มรายได้เฉลี่ยผู้ประกอบการสร้างสรรค์ขึ้น 30%
บทสรุปของงาน CEA Forum 2026 ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเลิกแข่งที่ ‘ราคา’ แล้วหันมาแข่งที่ ‘ความคิด’ เพราะในโลกยุคใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่เรื่องความบันเทิง แต่มันคือเครื่องยนต์หลักที่จะพาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุไปสู่ความยั่งยืน




