เรามักจะคุ้นเคยกับภาพของคนทำงานที่พยายามอัปสกิลตัวเองเพื่อไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุดของสายอาชีพ แต่ปัจจุบัน โลกการทำงานกำลังเผชิญกับคลื่นใต้น้ำลูกใหม่ที่สวนทางกับความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง เมื่อกลุ่มคนเก่งที่มีโปรไฟล์ยอดเยี่ยม กลับเลือกที่จะหันหลังให้กับ “งานในฝัน” แล้วตัดสินใจกระโดดเข้าหา “งานแก้ขัด” ที่ต่ำกว่าศักยภาพของตนเอง ปรากฏการณ์นี้กำลังถูกพูดถึงในวงกว้างภายใต้ชื่อ ‘Shrekking’
จากศัพท์เดตติ้งออนไลน์ สู่พฤติกรรมหนีตายในโลกออฟฟิศ
จุดเริ่มต้นของคำว่า ‘Shrekking’ มีรากฐานมาจากศัพท์ไวรัลในแวดวงการเดต ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงฟิโอน่าที่ยอมลงเอยกับยักษ์เขียวอย่างเชร็ค โดยในบริบทของความสัมพันธ์ Shrekking หมายถึงพฤติกรรมของคนที่ยอมเลือกคบหาหรือเดตกับคนเป้าหมายที่ตนเองไม่ได้รู้สึกดึงดูดใจ หรือมีสเปกที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่วางไว้ เพียงเพราะคาดหวังว่าคนๆ นั้นจะมอบความปลอดภัย ดูแลเอาใจใส่ และปฏิบัติต่อตนเองเป็นอย่างดีเพื่อเป็นการตอบแทน
อย่างไรก็ตาม จุดหักมุมของความสัมพันธ์แบบ Shrekking คือ ท้ายที่สุดแล้วคนที่พวกเขายอมลดมาตรฐานลงมาหา กลับไม่ได้ให้การดูแลเอาใจใส่ในระดับ “เจ้าหญิง” อย่างที่วาดฝันไว้
เมื่อบริบทนี้ถูกนำมาทาบทามเข้ากับโลกการทำงานที่สภาวะการหางานมีความคล้ายคลึงกับการหาคู่ ปรากฏการณ์ Shrekking จึงหมายถึง การที่คนทำงานตัดสินใจเลือกรับงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ เลือกเนื้องานที่จืดชืด ขาดความท้าทาย และไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบที่สมน้ำสมเนื้อกับความสามารถ เพื่อหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่ Toxic ความเครียดสะสม และหวังแลกมาซึ่งความมั่นคง สวัสดิการ หรือรายได้ที่จับต้องได้ในตลาดงานที่กำลังฝืดเคือง

ตลาดแรงงานบีบบังคับ หรือ ทาเลนต์เลือกที่จะ Play Safe
การเติบโตของเทรนด์ Shrekking ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากสภาวะเศรษฐกิจและโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป ข้อมูลสถิติจากปี 2024 เผยให้เห็นภาพที่น่ากังวล เมื่อยอดการเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งระดับเริ่มต้น (Entry-level) ทั่วโลกลดลงถึง 29% สภาพตลาดที่หดตัวนี้สร้างความบอบช้ำให้กับผู้สมัครงาน การเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เกิดภาวะหมดไฟตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน จนนำไปสู่การยอมจำนนและรับข้อเสนองานที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายอาชีพ
รายงานจาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนทำงานในปัจจุบันยอมรับว่า งานที่พวกเขาทำอยู่ไม่ใช่สะพานเชื่อมไปสู่อาชีพในฝัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงาน Gen Z ที่เริ่มมีมุมมองต่อความสำเร็จในหน้าที่การงานเปลี่ยนไป พวกเขาไม่หลงใหลใน “ชื่อตำแหน่งที่สวยหรู” หรือการต้องแบกรับความรับผิดชอบระดับผู้บริหารหากผลตอบแทนไม่ได้เติบโตตามคนกลุ่มนี้ พร้อมที่จะเลือกงานที่มอบความสงบทางจิตใจ มีความเครียดต่ำ แล้วนำพลังงานหรือความหลงใหล ไปเติมเต็มกับชีวิตส่วนตัวนอกเวลางาน
สอดคล้องกับข้อมูลสำมะโนประชากรจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า บัณฑิตจบใหม่สูงถึง 41.2% กำลังเผชิญกับภาวะ ‘ทำงานต่ำระดับ’ หรือทำงานในตำแหน่งที่แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาตรี และเมื่อพวกเขาได้งานทำ ไม่ว่างานนั้นจะน่าเบื่อหน่ายเพียงใด พวกเขาก็เลือกที่จะ “กอดเก้าอี้” ไว้ให้แน่นที่สุด เพราะในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การรักษาความปลอดภัยใน Comfort Zone ย่อมดีกว่าการเอาตัวเองไปเสี่ยงในตลาดงานที่อาจทำให้กลายเป็นผู้ว่างงานระยะยาว

กับดักของ ‘ยักษ์เขียว’ เมื่อความปลอดภัยมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย
การลดสเปกเพื่อทำงานที่ต่ำกว่าความสามารถอาจดูเหมือนเป็นกลยุทธ์ “เซฟโซน” ที่ชาญฉลาด แต่ในความเป็นจริง การใช้กลยุทธ์ Shrekking ในโลกอาชีพมีความเสี่ยงร้ายแรงซ่อนอยู่
ประการแรก ในมุมมองของ HR และโครงสร้างองค์กร กลุ่มพนักงานที่เข้ามารับงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ มักจะเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่ถูกเลิกจ้างเมื่อบริษัทเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน หรือจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง เนื่องจากตำแหน่งงานเหล่านี้มักถูกมองว่าสามารถทดแทนได้ง่าย หรือเนื้องานไม่ได้สร้าง Impact ที่เป็นแกนหลักสำคัญของธุรกิจ
ประการที่สอง ผลกระทบทางจิตวิทยาจากการทำงานต่ำกว่าศักยภาพจะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Rust-out (ภาวะสมองสนิมจับ) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายไม่แพ้ Burnout อาการ Rust-out เกิดจากการที่ทักษะ ความรู้ และศักยภาพของบุคคลไม่ได้รับการกระตุ้นหรือถูกนำมาใช้งานเป็นระยะเวลานาน ทำให้ความสามารถฝ่อลง ขาดแรงจูงใจ เกิดความเบื่อหน่ายเรื้อรัง ซึ่งในระยะยาวจะทำลายทั้งประสิทธิภาพการทำงาน และบั่นทอนสุขภาพจิตอย่างรุนแรง
ทางออกสำหรับผู้ที่กำลังติดกับดัก Shrekking
สำหรับใครที่กำลังตระหนักว่าตนเองอยู่ในสภาวะ Shrekking สิ่งสำคัญคือการหยุดหลอกตัวเองว่าความปลอดภัยชั่วคราวนี้คือความยั่งยืน
นี่คือช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนเพื่อกำหนด ‘Non-negotiables’ หรือสิ่งที่คุณยอมรับไม่ได้ในการทำงานอย่างชัดเจน และวาดแผนที่เป้าหมายอาชีพที่แท้จริงขึ้นมาใหม่ การตระหนักรู้ถึงคุณค่าและศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง คือกลยุทธ์เดียวที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากภาวะสมองสนิมจับ และพร้อมที่จะคว้าโอกาสที่เหมาะสมเมื่อสภาวะตลาดแรงงานกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง การซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอาจปลอดภัยในระยะสั้น แต่มันจะทำลายศักยภาพในการเติบโตของคุณไปตลอดกาล


