ถ้าจะให้คำนิยามงาน CES 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปที่ลาสเวกัส คงหนีไม่พ้นประโยคที่ว่า “AI is the new electricity” หรือ AI ได้กลายเป็นเหมือนไฟฟ้าไปแล้วจริงๆ นี่ไม่ใช่ปีที่เราตื่นเต้นว่า “สินค้าชิ้นนี้มี AI ไหม” แต่เป็นปีที่เราถามกลับว่า “สินค้าชิ้นไหนบ้างที่ไม่มี AI” เพราะมันแทรกซึมไปอยู่ในทุกอณู ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับ Yotta-scale ไปจนถึงตุ๊กตาของเล่นเด็ก

ในฐานะคนทำงานสายการตลาดและเทคโนโลยี การได้เห็นภาพรวมจากงานนี้ไม่ใช่แค่การดูแกดเจ็ตล้ำๆ แต่คือการอ่าน “ทิศทางลม” ของโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า Gary Shapiro ซีอีโอของ CTA (Consumer Technology Association) พูดบนเวทีไว้น่าสนใจมากว่า “บริษัทที่สามารถ Scale AI ไปสู่โลกทางกายภาพ (Physical World) ได้ คือผู้ที่จะมากำหนดความก้าวหน้ายุคถัดไปของมนุษยชาติ”

วันนี้ Thumbsup สรุปและวิเคราะห์ 6 เทรนด์ใหญ่จาก CES 2026 ที่แบรนด์และนักการตลาดต้องจับตา เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนที่เทคโนโลยีและมนุษยชาติกำลังจะหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์

Longevity Tech: จากการ “รักษาคนป่วย” สู่การ “ออกแบบชีวิตที่ยืนยาว”

เทรนด์แรกที่มาแรงและน่าจับตาที่สุดคือเทคโนโลยีเพื่อการมีอายุยืนยาว (Longevity Tech) เรากำลังก้าวข้ามยุคของ Health Tech แบบเดิมๆ ที่เน้นแค่การวัดค่าชีพจรหรือนับก้าวเดิน ไปสู่ยุคของ “Proactive Care” หรือการดูแลเชิงรุกที่แม่นยำระดับชีวภาพ

ในงานนี้ Withings ได้เปิดตัว ‘Body Scan 2’ ที่เขาเคลมว่าเป็นสถานีความยั่งยืนของชีวิต (Longevity Station) เครื่องแรกของโลก ที่ไม่ได้บอกแค่ว่าคุณอ้วนหรือผอม แต่เจาะลึกไปถึงความเสี่ยงความดันโลหิต ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือด และสุขภาพการเผาผลาญ ซึ่ง Caroline Lagarde จาก Withings ระบุว่าผลลัพธ์มีความแม่นยำเทียบเท่าเครื่อง Dexa scan ในคลินิกถึง 98% สิ่งที่น่าสนใจในมุมมองการตลาดคือ โปรดักต์เหล่านี้ไม่ได้ขายแค่ “อุปกรณ์” แต่กำลังขาย “Agency” หรืออำนาจในการควบคุมชะตาชีวิตและสุขภาพของตัวเองให้กับผู้บริโภค

นอกจากนี้ เรายังเห็นสมรภูมิ Smart Ring (แหวนอัจฉริยะ) ที่ดุเดือดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Bond Ring, RingConn Gen 3 หรือ Oura CEO ของ Oura อย่าง Tom Hale พูดประโยคที่สะท้อนอินไซต์ผู้บริโภคยุคนี้ได้ดีมากว่า “การตรวจวัดจะมีพลังที่สุด เมื่อเราทำให้สิ่งที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้” ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาลในเลือดหรือฮอร์โมน เมื่อผู้บริโภครู้ทันร่างกายตัวเอง พฤติกรรมพวกเขาก็จะเปลี่ยน และนั่นคือโอกาสของแบรนด์สินค้าสุขภาพและเวลเนสที่จะเข้าไปตอบโจทย์

New Interfaces: จุดจบของ “หน้าจอ” และการมาของ “เทคโนโลยีล่องหน”

หากเดินในงาน CES ปีนี้ คุณอาจเผลอคิดว่าเดินอยู่ในร้านแว่นตา เพราะเทรนด์ Wearable กำลังย้ายจากข้อมือมาสู่ใบหน้าและร่างกายในรูปแบบที่ “แนบเนียน” จนแทบแยกไม่ออก (Invisible Tech)

เทรนด์นี้สะท้อนว่ามนุษย์กำลังโหยหาเทคโนโลยีที่ไม่รบกวนชีวิต ไม่ต้องก้มหน้ามองจอ แต่สั่งการได้เป็นธรรมชาติที่สุด ยกตัวอย่าง Naqi Neural Earbuds หูฟังที่คว้ารางวัล Best of Innovation ซึ่งสั่งการได้ด้วยการขยับหัวหรือกระพริบตา หรือ Lenovo Qira ที่มาในรูปแบบจี้ห้อยคอ (Pendant) ที่ Dan Dery ผู้บริหาร Lenovo บอกว่า “เป้าหมายคือทำให้ AI ไม่รู้สึกเหมือนเครื่องมือ แต่เป็นความฉลาดที่ทำงานร่วมกับคุณอย่างเป็นธรรมชาติ”

ในมุมของการสร้างแบรนด์ นี่คือสัญญาณว่า Interface การสื่อสารกับลูกค้ากำลังจะเปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้แข่งกันที่ UX/UI บนหน้าจอมือถืออีกต่อไป แต่ต้องออกแบบ Experience ที่สั่งการด้วยเสียง ท่าทาง หรือแม้แต่ความตั้งใจ ซึ่ง Cristiano Amon ซีอีโอของ Qualcomm ก็ฟันธงว่านี่คือจุดที่อุตสาหกรรม Tech จะหลอมรวมกับ Fashion อย่างแท้จริง

Smart Play: ของเล่นยุค Gen Alpha ต้อง “ฉลาด” และ “เข้าถึงใจ”

ตลาดของเล่นเด็กกำลังถูก Disrupt ครั้งใหญ่ด้วย AI สำหรับเด็ก Gen Alpha และ Gen Beta การเล่นจะไม่ใช่แค่เรื่องจินตนาการฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการโต้ตอบ (Interactive)

ไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮือฮาคือ Lego Smart Brick ตัวต่อเลโก้ที่หน้าตาเหมือนเดิม แต่ข้างในอัดแน่นด้วยเซนเซอร์ ไฟ และลำโพง เปลี่ยนตัวต่อธรรมดาให้กลายเป็นระบบ Social Play ที่เชื่อมต่อกันได้ Julia Goldin ผู้บริหาร Lego บอกว่านี่คือการปลดล็อกมิติใหม่ของการเล่าเรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่แบรนด์ของเล่นระดับตำนาน (Legacy Brand) ก็ยังต้องปรับตัวโดยเอา Tech มาเป็นแกนกลางโดยไม่ทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิม (Brick & Mortar)

นอกจากนี้ เทรนด์ Companion Robot หรือหุ่นยนต์เพื่อนแก้เหงาสำหรับเด็กก็มาแรงมาก ทั้ง Kata Friends, Yonbo X1 หรือ AiMe จาก TCL หุ่นยนต์เหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ของเล่น แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “เพื่อน” ที่สอนเรื่องความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการศึกษา นี่คือโอกาสใหม่ของคอนเทนต์และการศึกษาที่จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเพื่อนเล่นของเด็กๆ ในอนาคต

Humanoids at Scale: เมื่อหุ่นยนต์เดินออกจากนิยาย Sci-Fi เข้าสู่โรงงาน

ถ้าปีที่แล้วเราตื่นเต้นกับหุ่นยนต์เต้นได้ ปีนี้คือของจริงในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Application) เราเห็น Hyundai Atlas และ LG CLOiD ที่ไม่ได้มาโชว์แค่ความเท่ แต่มาพร้อมแผนการใช้งานจริงในโรงงานภายในปี 2028 โดย Hyundai ถึงขั้นประกาศสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์ Atlas ให้ได้ 30,000 ตัวต่อปี

สิ่งที่น่าสนใจคือก้าวกระโดดของความคล่องแคล่ว (Dexterity) หุ่นยนต์ SharpaWave จากสิงคโปร์โชว์การพับกระดาษและแจกไพ่ได้เนียนกริบเหมือนมนุษย์ สิ่งนี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่ายุคของ “Labor Shortage” หรือการขาดแคลนแรงงานกำลังจะถูกแทนที่ด้วย “Robotic Workforce” อย่างเต็มรูปแบบ และ Nvidia คือผู้เล่นสำคัญที่อยู่เบื้องหลังสมองของหุ่นยนต์เหล่านี้ ด้วยแพลตฟอร์มที่ทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้โลกทางกายภาพได้จริง

Physical AI & Yotta-Scale: เมื่อซอฟต์แวร์เข้าใจกฎฟิสิกส์

นี่คือเทรนด์ที่ Geek ที่สุดแต่สำคัญที่สุด Physical AI คือการที่ AI ไม่ได้เก่งแค่เรื่องข้อมูล (Digital) แต่เข้าใจโลกความเป็นจริง (Physical) เข้าใจแรงโน้มถ่วง เข้าใจน้ำหนัก และเข้าใจการเคลื่อนไหว

Jensen Huang จาก Nvidia ประกาศว่า “ChatGPT moment for robotics” ได้เกิดขึ้นแล้ว โมเดล AI ในปัจจุบันสามารถวางแผนและเรียนรู้การกระทำในโลกจริงได้ ผ่านการจำลองในโลกเสมือน (Omniverse) ก่อน เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ Lisa Su จาก AMD พูดถึงความสามารถระดับ “Yotta-scale” (1 ตามด้วยศูนย์ 24 ตัว) ซึ่งเป็นพลังการประมวลผลมหาศาลที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริง

สำหรับธุรกิจ นี่หมายความว่า Supply Chain, การขนส่ง, และการผลิต กำลังจะถูกปฏิวัติด้วย AI ที่ “มีร่างกาย” และ “เข้าใจโลก” ซึ่งจะลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

AI-Powered Storyworlds: การปฏิวัติวงการคอนเทนต์ด้วย Spatial Intelligence

ปิดท้ายด้วยเทรนด์ที่กระทบคนทำสื่อและครีเอเตอร์โดยตรง การมาของ Luma AI และ World Labs ที่ก่อตั้งโดย Dr. Fei-Fei Li (เจ้าแม่ AI) กำลังจะเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องไปตลอดกาล

เรากำลังพูดถึง Generative AI ที่ไม่ได้สร้างแค่รูปภาพหรือวิดีโอ 2 มิติ แต่สร้าง “โลก 3 มิติ” (Spatial Intelligence) ที่สมจริงและมีมิติสัมพันธ์ที่ถูกต้อง Amit Jain จาก Luma AI ถึงกับบอกว่า ต่อไปนี้ “คนคนเดียว หรือทีมเล็กๆ จะมีพลังเทียบเท่าสตูดิโอฮอลลีวูด” เพราะเราสามารถสร้างฉาก Cinematic Universe ได้จากการพิมพ์คำสั่ง

นี่คือดาบสองคมที่น่าตื่นเต้น ในแง่หนึ่งมันคือ Democratization of Creativity ที่ใครๆ ก็สร้างหนังฟอร์มยักษ์ได้ แต่ในอีกแง่ มันคือความท้าทายของโปรดักชั่นเฮาส์และเอเจนซี่ที่ต้องปรับตัวให้ทันเครื่องมือเหล่านี้ ก่อนที่จะถูกเครื่องมือเหล่านี้มาแทนที่

CES 2026 ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเราได้ก้าวข้ามช่วง “Hype Cycle” ของ AI เข้าสู่ช่วง “Real-World Application” อย่างเต็มตัวแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต (Lifestyle Transformation) ที่เทคโนโลยีจะกลับมาทำงานรับใช้มนุษย์อย่างแนบเนียนขึ้น ฉลาดขึ้น และใส่ใจมากขึ้น ในมุมมองของนักการตลาดและคนทำธุรกิจ โจทย์ใหญ่ของปี 2026 ไม่ใช่การตะโกนว่า “ฉันใช้ AI” เพราะนั่นคือเรื่องปกติไปแล้ว

แต่โจทย์คือ “คุณใช้ AI เพื่อยกระดับความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร” (How tech elevate humanity) ไม่ว่าจะเป็นการทำให้คนสุขภาพดีขึ้น (Longevity), มีเวลาเล่นสนุกมากขึ้น (Smart Play), หรือสร้างสรรค์ได้ไร้ขีดจำกัดมากขึ้น (Storyworlds) แบรนด์ที่ชนะในยุคถัดไป คือแบรนด์ที่ผสาน “Digital Intelligence” เข้ากับ “Physical Reality” ได้อย่างลงตัวที่สุด เหมือนที่ Yuanqing Yang ซีอีโอ Lenovo กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “นี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่เทคโนโลยีและมนุษยชาติจะทำงานร่วมกัน (Synergize) และโลกดิจิทัลกับโลกกายภาพจะรวมเป็นหนึ่งเดียวในที่สุด”

 

ที่มา : VML

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: