กลายเป็นข่าวใหญ่ที่เขย่าวงการโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที เมื่อ Flash Express ยูนิคอร์นสายเลือดไทยรายแรกที่เคยสร้างตำนานการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้ประกาศยุติการดำเนินงานในประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยจะให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้
การถอยทัพครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่ Flash Express ตั้งความหวังไว้สูงในการรุกตลาดอาเซียน อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ยักษ์เขียวต้องยอมยกธงขาว?
ย้อนรอยเส้นทาง 4 ปี: จากความหวัง สู่การอำลา
Flash Express เริ่มรุกตลาดมาเลเซียครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2022 ในช่วงที่อีคอมเมิร์ซกำลังอยู่ในช่วงบูมสุดขีดหลังสถานการณ์แพร่ระบาด การเข้าสู่ตลาดในตอนนั้นถูกมองว่าเป็นก้าวที่ชาญฉลาด เพราะมาเลเซียเป็นประเทศที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการช้อปปิ้งออนไลน์สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาเพียง 4 ปีเศษ กลับไม่เพียงพอที่จะทำให้ Flash Express ยืนระยะได้อย่างมั่นคงในสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือด โดยทางบริษัทได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook Official ว่า
“Our business in Malaysia will be permanently closed effectively from 31 January 2026. Thank you for your continued support over the years.”

สัญญาณเตือนภัย: เมื่อฟันเฟืองเริ่มสะดุด
หากสังเกตให้ดี การประกาศปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ แต่มีสัญญาณ “Red Flags” ปรากฏออกมาให้เห็นล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568:
- การยกเลิกบริการ COD (Cash On Delivery): ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2025 Flash Express ในมาเลเซียได้ยกเลิกบริการเก็บเงินปลายทาง ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญที่จูงใจผู้ซื้อและผู้ขายในแถบนี้
- การลดขนาดพื้นที่ให้บริการ: เว็บไซต์ของบริษัทเริ่มระบุถึงข้อจำกัดในการรับส่งพัสดุในบางพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงการพยายามลด Cost หรือปัญหาด้าน Operations ภายใน
- การหยุดรับพัสดุรายใหม่: รายงานจาก Marketech ระบุข้อมูลภายในว่า ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะหยุดรับสินค้าใหม่ เพื่อเคลียร์พัสดุตกค้างและจัดการด้านบัญชีให้เรียบร้อยก่อนปิดกิจการ
วิเคราะห์สมรภูมิโลจิสติกส์มาเลเซีย: ทำไมถึงอยู่ยาก?
มาเลเซียไม่ใช่ตลาดที่เคี้ยวได้ง่ายๆ แม้จะมีกำลังซื้อสูง แต่ Flash Express ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายประการ
- การแข่งขันด้านราคา (Price War): คู่แข่งเจ้าถิ่นและเจ้าเดิมอย่าง J&T Express, Ninja Van และ Pos Laju มีรากฐานที่แข็งแกร่งและสัดส่วนครองตลาดสูง ทำให้การแทรกตัวเข้าไปด้วยกลยุทธ์ราคาทำได้ยากในระยะยาว
- ต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูง: ปัญหาค่าแรง ราคาน้ำมัน และโลจิสติกส์ในภูมิภาคที่มีภูมิศาสตร์ซับซ้อน (โดยเฉพาะมาเลเซียตะวันออก) ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
- พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป: หลังยุคโควิด ผู้คนกลับมาซื้อของออฟไลน์มากขึ้น ในขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่เริ่มสร้างระบบขนส่งของตัวเอง (In-house Logistics) เช่น Shopee Xpress ทำให้ตัวกลางอย่าง Flash ถูกแย่งส่วนแบ่งเค้กไป

ถอดบทเรียนสำหรับ Startups ไทย
กรณีของ Flash Express Malaysia ให้บทเรียนที่ล้ำค่าแก่ธุรกิจไทยที่ต้องการ Go Global
- Market Fit ไม่ใช่แค่เรื่องสินค้า แต่คือเรื่อง Operations: การนำโมเดลความสำเร็จจากไทยไปใช้ตรงๆ อาจไม่ตอบโจทย์ความซับซ้อนของกฎระเบียบและพฤติกรรมคนท้องถิ่นในต่างประเทศ
- Cash Flow is King: ในยุคที่นักลงทุนไม่ได้เน้นแค่ “Growth” แต่เน้นที่ “Profitability” การแบกภาระขาดทุนเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดในต่างแดนอาจกลายเป็นระเบิดเวลา
- Agility คือหัวใจ: การรู้จัก “ถอย” เพื่อรักษาฐานที่มั่นในจุดที่แข็งแรงกว่า (เช่น ตลาดไทย) อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการดึงดันจนเจ็บตัวหนักกว่าเดิม
ก้าวต่อไปของ Flash Group
การปิดตัวในมาเลเซียไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ทั้งหมด แต่นี่คือการ “Cut Loss” เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ (Restructuring) เราอาจเห็น Flash Group กลับมาโฟกัสที่ตลาดไทยที่มีความเชี่ยวชาญสูงสุด หรือโยกทรัพยากรไปลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Automation เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว
การจากไปของ Flash Express Malaysia ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้ จะเป็นกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกนานในฐานะ “ความกล้าที่จะลองและความกล้าที่จะเลิก” ของยูนิคอร์นไทยในเวทีระดับสากล



