ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมรภูมิค้าปลีกและค้าส่งในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของการขยายสาขาหรือการลดแลกแจกแถมอีกต่อไป แต่คือสงครามของการบริหารจัดการข้อมูล และการสร้างความคล่องตัว ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค เมื่อพิจารณาจากการประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ที่เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุน 16,000 – 18,000 ล้านบาท
สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณมหาศาล แต่คือ Portfolio Restructuring เพื่อโฟกัสในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเต็มรูปแบบ หากวิเคราะห์จากรายงานผลประกอบการและทิศทางธุรกิจล่าสุด CRC เลือกที่จะตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตและเพิ่มความคล่องตัว
สังเกตได้จากการเทขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต (Rinascente) ในอิตาลีเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อดึงกระแสเงินสดกลับมาทุ่มเทให้กับสมรภูมิหลักในอาเซียนที่บริษัทมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างพื้นฐานและฐานข้อมูลลูกค้ามากกว่า โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ CRC มาจากประเทศไทย 80% และเวียดนาม 20%

ทำไมฮาร์ดไลน์ถึงเป็นเดอะแบก?
ท่ามกลางภาพรวมของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตแบบทรงตัวถึงชะลอตัว กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ของ CRC กลับแสดงศักยภาพได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ ไทวัสดุ ที่ทำยอดขายทะลุ 43,000 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตเฉลี่ยถึง 9% ต่อปี และกวาดส่วนแบ่งการตลาดไปถึง 25%
กลไกทางธุรกิจที่ทำให้ไทวัสดุเติบโตสวนกระแส ไม่ได้มาจากแค่การเปิดสาขาใหม่ให้ครอบคลุม 52 จังหวัด จนรวม 89 สาขา แต่อยู่ที่กลยุทธ์ Supply Chain Management และการเจาะกลุ่มลูกค้า B2B ควบคู่ไปกับกลุ่ม B2C นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งเครื่อง New Growth Engine อย่าง Auto 1 ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ที่เตรียมขยายสาขาแบบก้าวกระโดดจาก 53 แห่งเป็น 106 แห่งในปี 2569 ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เชิงพาณิชย์ร่วมกับสาขาของไทวัสดุและคอมมูนิตี้มอลล์ในเครือ เพื่อดักจับกำลังซื้อของผู้บริโภคในทุกมิติของชีวิตประจำวัน

เมื่อเทคโนโลยีคือตัวตัดสินแพ้ชนะ
จากการที่ Thumbsup เคยนำเสนอเทรนด์เรื่อง Attention Economy ที่ผู้บริโภคมีเวลาจำกัดและแบรนด์ต้องแย่งชิงพื้นที่หน้าจอ CRC เข้าใจสมการนี้ดี จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ Innovation in Action ผ่าน 3 แกนหลักที่ไม่ใช่แค่คำศัพท์สวยหรูทางการตลาดแต่ถูกนำมาใช้จริงในเชิงปฏิบัติดังนี้
- ยกระดับประสบการณ์ Omnichannel: ยอดขายออนไลน์ของ CRC ในปี 2568 เติบโตถึง 14% สิ่งที่น่าสนใจคือกลไกการเชื่อมต่อระหว่างโลกออฟไลน์และออนไลน์ หรือ O2O ผ่านบริการอย่าง Click & Collect และ Personal Shopper โดยมีการเพิ่มจุด Self-Checkout และปรับพื้นที่หน้าร้านให้เป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ ดึงดูดทราฟฟิกด้วยโซนอาหารหรือแชมเปญบาร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทของห้างสรรพสินค้าจากแค่สถานที่ซื้อของให้กลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิต
- ยกเครื่องคอนเซปต์สินค้า: ในสมรภูมิเวียดนาม CRC ปรับรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ GO! โดยเพิ่มน้ำหนักไปที่สินค้ากลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน และโดยเฉพาะสินค้า House Brand ที่มีอัตรากำไรสูงกว่า ส่วนในไทยก็เร่งขยาย KIS & LOOKS เพื่อดึงทราฟฟิกกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อเทรนด์และมีกำลังซื้อสูงในหมวดบิวตี้
- ขับเคลื่อนด้วย AI และ Data: นี่คือหัวใจสำคัญของการปรับตัว CRC สร้าง One Data Platform หรือระบบที่รวมข้อมูลลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียว การมีฐานสมาชิก The 1 ในเวียดนามถึง 4.3 ล้านราย ทำให้บริษัทสามารถทำการตลาดแบบ Personalization ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้จัดการสต๊อกสินค้า คาดการณ์ความต้องการของตลาด และกำหนดราคา ช่วยลดต้นทุนจม และเพิ่มความคล่องตัวในการจัดส่งสินค้า


ทั้งนี้ CRC ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ไว้อย่างระมัดระวังแต่ท้าทาย โดยคาดการณ์รายได้โต 4-5% และกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) โต 5-7% การตั้งเป้ากำไรให้โตสูงกว่ารายได้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพยายามในการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาใหม่ในปี 2569 ที่วางแผนไว้ 22-26 แห่ง ทั้ง Tops, GO Wholesale, ไทวัสดุ ในไทย และแบรนด์ GO!, Mini go! ในเวียดนาม จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า CRC จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วเพียงใด ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากทั้งผู้เล่นท้องถิ่นและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ
Thumbsup มองว่า การก้าวสู่ปี 2569 ของเซ็นทรัล รีเทล ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจตามสูตรสำเร็จเดิม แต่คือการ Transformation องค์กรสู่การเป็น Data-Driven Retailer อย่างเต็มรูปแบบ การยอมถอยออกจากตลาดยุโรปเพื่อรวมศูนย์ทรัพยากรมาบุกหนักในไทยและเวียดนาม
ผนวกกับการใช้ AI และ One Data Platform แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่เน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ ธุรกิจฮาร์ดไลน์ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างกระแสเงินสด ในขณะที่ Omnichannel คืออาวุธสำคัญในการปกป้องและแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในยุคดิจิทัล
อ่านเพิ่มเติม



