เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญ โครงสร้างพื้นฐาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ระบบสาธารณสุข และฐานการผลิตที่เรามี แม้จะแข็งแกร่ง แต่ไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่
ข้อมูลจากงาน DECODING THAILAND 2027 เปิดเกมรุก ปลุกเศรษฐกิจไทย โดย TODAY Bizview ในเซสชัน DECODING THAILAND’S RESILIENCE ซึ่งบรรยายโดย ‘สตีเฟน เอ็นเดกวา’ (Stephen N. Ndegwa) ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก (World Bank) ได้สะท้อนชุดข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึง “ความจริง” ที่ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยอมรับ หากต้องการพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ตัวเลขการเติบโตของ GDP แบบก้าวกระโดดกลายเป็นอดีตไปแล้ว การฟื้นฟูผลิตภาพ (Productivity) คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สุดที่จะดึงประเทศไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่รวดเร็วขึ้น หากพิจารณาจากสถิตินับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปีเท่านั้น ในขณะที่เป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 จำเป็นต้องผลักดันการเติบโตต่อหัวให้ได้ถึง 5.4% ต่อปี หากประเทศไทยยังคงติดหล่มอยู่กับอัตราการเติบโตในระดับปัจจุบัน เราอาจต้องรอคอยยาวนานถึงปี 2056 กว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลในระดับภูมิภาค

4 แรงกระเพื่อมระดับโลกที่ไทยต้องเผชิญหน้าและปรับตัว
โลกกำลังหมุนไปในทิศทางใหม่ และนี่คือ 4 ปัจจัยหลักที่กำลังตีกรอบอนาคตเศรษฐกิจไทย
- เทคโนโลยีและ AI แม้ประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ในระดับการนำไปใช้งานจริง ภาคธุรกิจไทยยังคงตามหลังอยู่มาก ปัจจุบันมีองค์กรในไทยเพียง 12% เท่านั้นที่บูรณาการ AI เข้าสู่กระบวนการทำงาน การล่าช้าในการนำเทคโนโลยีมาใช้หมายถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาดโลก
- ภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าบีบบังคับให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานประเทศไทยได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากการย้ายฐานการผลิตและการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียวไม่สร้างความยั่งยืน ธุรกิจไทยจำเป็นต้องยกระดับการสร้างมูลค่าเพิ่ม ภายในประเทศให้สูงขึ้น และเปิดประตูรับการเติบโตของภาคการค้าบริการ
- สภาพภูมิอากาศและวิกฤตพลังงาน ความผันผวนของราคาพลังงานตอกย้ำว่าความมั่นคงทางพลังงานคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพและมาตรฐานของประเทศอื่น ในขณะที่ต้นทุนของพลังงานสะอาดในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือกลยุทธ์ในการลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรม
- สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ นี่คือวิกฤตโครงสร้างประชากรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายในปี 2040 กำลังแรงงานของไทยจะหดตัวลงจาก 40.2 ล้านคน (ในปี 2025) เหลือเพียง 37.2 ล้านคน หรือหายไปจากระบบเศรษฐกิจถึง 3 ล้านคน เมื่อจำนวนคนทำงานลดลง ทางออกเดียวคือการเพิ่มผลผลิตต่อหัวให้สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ในมิติของโอกาส กลุ่มผู้สูงอายุจะกลายเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายแตะ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2033 ซึ่งเป็นพื้นที่โอกาสขนาดใหญ่สำหรับสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสุขภาพ

ความจริงของ “คนตัวเล็ก” ในเวทีการค้าโลก
แม้เราจะพูดถึงการเติบโตในภาพรวม แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโครงสร้างธุรกิจไทย จะพบว่าการส่งออกและรายได้กระจุกตัวอยู่กับ “บริษัทขนาดใหญ่” ข้อมูลจากสำมะโนอุตสาหกรรมและธุรกิจของไทยชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวล สัดส่วนของบริษัทที่สามารถส่งออกได้ในทุกขนาดธุรกิจล้วนปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบระหว่างปี 2012 กับ 2022:
- บริษัทขนาดใหญ่ (201 คนขึ้นไป): ลดลงจาก 49.5% เหลือ 28.9%
- บริษัทขนาดกลาง (51–200 คน): ลดลงจาก 26.3% เหลือ 12.6%
- บริษัทขนาดเล็ก (6–50 คน): ลดลงจาก 2.5% เหลือเพียง 1.8%
- บริษัทขนาดจิ๋ว (Micro) (1–5 คน): ทรงตัวอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1%
ตัวเลขนี้สะท้อนโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ธุรกิจขนาดเล็กแทบไม่มีพื้นที่ในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ กำแพงต้นทุน ขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อน และกฎระเบียบที่แตกต่างกัน คืออุปสรรคสำคัญที่สกัดกั้นการเติบโต นอกจากนี้ อัตราการเกิดของธุรกิจใหม่ของไทยในปี 2024 อยู่ที่เพียง 1.7 รายต่อประชากรวัยทำงาน 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและต่ำกว่าประเทศรายได้สูงอย่างมาก สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขัดขวางพลวัตทางธุรกิจที่ควรจะเกิดขึ้น

อาเซียนคือสนามซ้อมและขุมทรัพย์
ทางออกที่ทรงพลังที่สุดในการช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตคือ “การเปิดประเทศที่ลึกซึ้งและมีคุณภาพ” โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นเป้าหมายแรกและเป้าหมายหลัก ธนาคารโลกประเมินผลประโยชน์ระยะยาวผ่านแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าหากกลุ่มประเทศอาเซียนร่วมมือกันลดต้นทุนการค้าภายในภูมิภาคลงได้ 15% ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นถึง 2% ซึ่งเป็นระดับที่เทียบเท่ากับเวียดนาม เหนือกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย (0.9%) เป็นรองเพียงมาเลเซีย (2.9%)
นี่คือบทพิสูจน์ทางตัวเลขว่า ไทยไม่ได้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเวียดนามอย่างที่หลายคนกังวล หากแต่เรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างเต็มประสิทธิภาพ

กรณีศึกษาจากโปแลนด์ เปลี่ยนประเทศด้วยการแข่งขันและการเปิดกว้าง
หากต้องการภาพจำลองของความสำเร็จ การเติบโตของโปแลนด์คือกรณีศึกษาที่ชัดเจน โปแลนด์สามารถยกระดับเศรษฐกิจตนเองจนก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด
โปแลนด์เริ่มต้นเปิดตลาดในปี 1990 ตามด้วยการสร้างสถาบันและกฎหมายเพื่อการแข่งขันที่แข็งแกร่งในช่วงปี 1996 ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU Single Market) ในปี 2004 และสามารถบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงได้สำเร็จในปี 2009 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสำเร็จนี้กว่า 40% มาจากการเติบโตของผลิตภาพปัจจัยรวม (Total Factor Productivity – TFP) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน การหลั่งไหลของเงินลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานในระบบ
3 ข้อเสนอเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับผลิตภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เพื่อพลิกกระดานเศรษฐกิจและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ธนาคารโลกได้วางข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและสามารถลงมือทำได้ทันที ดังนี้
- ผลักดันการบูรณาการอาเซียนให้ลึกซึ้งขั้นสุด ลดกำแพงระหว่างประเทศผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้า สร้างระบบศุลกากรดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ปรับประสานกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และพิจารณาการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อย่างจริงจัง
- ทลายอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ผลักดันการใช้เอกสารศุลกากรดิจิทัลเต็มรูปแบบ และขยายขอบเขตการตรวจสอบแบบอิงความเสี่ยง (Risk-based inspections) เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ธุรกิจขนาดเล็กไม่ควรต้องสูญเสียทรัพยากรทางการเงินและเวลาไปกับความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ
- เปิดเสรีและผ่อนคลายข้อจำกัดภาคการค้าบริการ เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าหลัง โดยเฉพาะบัญชี 3 ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act List 3) และบังคับใช้ข้อตกลงยอมรับร่วมกันของอาเซียน (MRA) อย่างเป็นรูปธรรมในภาคบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น โลจิสติกส์ การเงิน และเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกเหนือจาก 3 ข้อเสนอนี้ รัฐบาลต้องเร่งลดต้นทุนในการเริ่มต้นและขยายธุรกิจ ทำโครงการ Regulatory Guillotine ให้เสร็จสมบูรณ์ ตลอดจนสร้างสนามการแข่งขันที่เท่าเทียมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน การสนับสนุน SME ในอนาคตจะต้องผูกติดอยู่กับผลลัพธ์ด้านผลิตภาพที่วัดผลได้ ไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าที่ไม่ได้สร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตจากการเปลี่ยนแปลงระดับโลก แต่นั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ การคว้าโอกาสนี้ต้องแลกมาด้วยการรื้อโครงสร้างที่อุ้ยอ้าย เปิดทางให้กลไกการแข่งขันทำงานอย่างเสรี และปฏิรูปผลิตภาพอย่างถึงแก่น หากเราเปิดประเทศเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียนได้ลึกซึ้งมากพอ ผู้ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดในเกมนี้จะไม่ใช่แค่กลุ่มทุนผูกขาด แต่คือ “ธุรกิจขนาดเล็ก” ที่พร้อมจะกลายเป็นฟันเฟืองใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต



